
ขุมทองอีคอมเมิร์ซโตแรง 15%
ท่ามกลางภาวะซบเซาของตลาดค้าปลีกทั่วไป พบว่าการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ กลับโตสวนทาง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ท่ามกลางภาวะซบเซาของตลาดค้าปลีกทั่วไป พบว่าการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ กลับโตสวนทาง
รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็ตด้า ประเมินว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2558 จะเติบโตถึง 15% จากปี 2557 ที่มีมูลค่าการซื้อขายรวม 7.68 แสนล้านบาท ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาขยายตัวไม่ถึง 10% ซึ่งถือว่าต่ำมาก หากดูจากจำนวนคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต คนใช้สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สถิติล่าสุดระบุว่า คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพียง 18% จากประชากรทั้งหมดที่ใช้อินเทอร์เน็ต 47% ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอันดับต้นๆ ของโลกอย่างอังกฤษ ที่มีมากถึง 64% หรือญี่ปุ่น ที่สูงถึง 40%
ดังนั้น การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในไทยยังมีช่องทางเติบโตมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐมีแผนสนับสนุน ผลักดันภาคธุรกิจส่วนนี้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยเอ็ตด้าได้รับนโยบายดูแลส่วนของ Soft Infrastructure ทำให้การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี โอท็อป ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ สร้างความมั่นใจการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย
รัฐศาสตร์ อธิบายว่า ทุกวันนี้ ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันดุเดือด เพราะเป็นตลาดที่มีความหลากหลายของสินค้า ถือว่าอีคอมเมิร์ซได้เข้ามามีบทบาท และเปลี่ยนแปลงการค้าแบบดั้งเดิมทุกระดับ ข้อดีของการซื้อขายรูปแบบนี้ คือความสะดวก รวดเร็ว และช็อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง
เอ็ตด้า ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558 พบว่ากลุ่มสินค้าหรือบริการที่ได้รับความนิยมสั่งซื้อออนไลน์มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.สินค้าแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ 42.6% 2.อุปกรณ์ไอที เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ 27.5% และ 3.สินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม 24.4%
ผลสำรวจยังบอกด้วยว่า ปัจจุบัน คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุดถึงตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจุดนี้เองคือโอกาสทองของผู้ประกอบการที่จะเข้ามาอาศัยอีคอมเมิร์ซเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาส ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งรัฐศาสตร์ ได้แนะนำว่า ประการแรก การทำการค้าแบบอีคอมเมิร์ซ ที่ผู้ขายต้องฝากธุรกิจของตัวเองไว้บนอุปกรณ์ไอที อย่างคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์มือถือ แท็บเล็ต และอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการทำธุรกรรมทางการเงิน ผู้ขายควรใช้ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่างๆ รวมไปถึงแอพพลิเคชั่น ที่ถูกลิขสิทธิ์เท่านั้น
หากใช้ของปลอมมักจะมีมัลแวร์ และไวรัสฝังอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ ซ้ำร้ายกว่านั้น อาจถูกเจาะระบบ ยึดเครื่อง และขโมยข้อมูลการซื้อขาย ไอดี พาสเวิร์ด ข้อมูลบัญชี ข้อมูลบัตรเครดิตต่างๆ ผลลัพธ์อาจเลวร้ายกว่าที่คิด รวมถึงควรหาระบบป้องกันมัลแวร์ และไวรัส ป้องกันไว้อีก 1 ชั้น และต้องถูกลิขสิทธิ์เช่นกัน
ประการที่สอง สำหรับผู้ทำการค้าบนสื่อโซเชียลต่างๆ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากไม่มีระบบชำระเงินที่มีมาตรฐาน ต้องระวังการหลอกลวงเรื่องโอนเงิน จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนทุกครั้งว่ามีการโอนเงินจริง ด้วยการอัพเดทสมุดบัญชี หรือสมัครข้อความแจ้งเตือนกับทางธนาคารเมื่อมีการโอนเงิน อย่าหลงเชื่อเพียงแค่รูปถ่ายสลิปที่ผู้ซื้อส่งให้เท่านั้น เพราะอาจเป็นการตัดแต่งภาพ
ทั้งนี้ เอ็ตด้าแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทำธุรกรรมออนไลน์ผ่าน Payment Solution ทั้งการชำระเงินผ่านระบบ e-Money e-Payment ตลอดจนผ่านระบบ Credit Card
ประการที่สาม อย่าหลงเชื่อกรณีผู้ซื้อขอหมายเลขบัตรเครดิต โดยอ้างว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีบัตรให้ เพราะอาจนำไปสู่การปลอมแปลง เพื่อทำบัตรเครดิตปลอมได้







