posttoday
คุ้มครอง 25 ล้าน ออมอะไรดี

คุ้มครอง 25 ล้าน ออมอะไรดี

06 สิงหาคม 2558

ข่าวการปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยว่าจะโตไม่เกิน 3% และข่าวตลาดหุ้นกับทองคำที่มีแนวโน้มลงต่อเนื่อง (แม้ว่าจะมีสลับขึ้นบ้างบางวัน) ทำให้หลายคนอาจมองข้ามเรื่องหนึ่งไปก็คือ วันที่ 11 ส.ค.นี้ วงเงินคุ้มครองเงินฝากของแต่ละคนในแต่ละแบงก์ก็จะปรับลดลงจาก 50 ล้านบาท/คน เป็น 25 ล้านบาท/คนแล้ว อาจเพราะเริ่มเคยชินกับข่าวนี้เลยไม่ตื่นเต้น หรืออาจเพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ฝากแบงก์อยู่แล้วก็เป็นไปได้

ข่าวการปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยว่าจะโตไม่เกิน 3% และข่าวตลาดหุ้นกับทองคำที่มีแนวโน้มลงต่อเนื่อง (แม้ว่าจะมีสลับขึ้นบ้างบางวัน) ทำให้หลายคนอาจมองข้ามเรื่องหนึ่งไปก็คือ วันที่ 11 ส.ค.นี้ วงเงินคุ้มครองเงินฝากของแต่ละคนในแต่ละแบงก์ก็จะปรับลดลงจาก 50 ล้านบาท/คน เป็น 25 ล้านบาท/คนแล้ว อาจเพราะเริ่มเคยชินกับข่าวนี้เลยไม่ตื่นเต้น หรืออาจเพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ฝากแบงก์อยู่แล้วก็เป็นไปได้

ผู้ฝากที่มีเงินฝากจำนวนเกินวงเงินจ่ายคืนดังกล่าว จะได้รับเงินคืนเพิ่มเติมจากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ

ตอนที่กฎหมายคุ้มครองเงินฝากเริ่มจะประกาศในปี 2555 ธนาคารเกียรตินาคินที่ผมเคยทำงานได้ลองทำวิจัยเล็กๆ สอบถามลูกค้าของธนาคารว่า หากกฎหมายคุ้มครองเงินฝากบังคับใช้จริงๆ จะบริหารเงินออมของตนเองอย่างไร โดยเรามีทางเลือกให้ลูกค้าเลือก 4 ทางเลือก คือ

1.กระจายเงินฝากไปหลายๆ แบงก์ตามจำนวนทื่ได้รับการคุ้มครอง

2.เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น กองทุนรวม3.ฝากเงินในแบงก์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง (ทำนองรักเดียวใจเดียว)

4.ย้ายเงินไปแบงก์ใหญ่ก่อนที่จะรู้ว่าตอนนั้นลูกค้าเกียรตินาคินส่วนใหญ่เลือกข้อไหน ท่านผู้อ่านล่ะครับเลือกข้อไหน

ปรากฏว่าลูกค้าส่วนใหญ่เลือกกระจายเงินฝากไปหลายๆ แบงก์ตามจำนวนทื่ได้รับการคุ้มครอง กับเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น กองทุนรวม เป็นต้น ในสัดส่วนที่พอๆ กัน

เราจึงอาจสรุปได้ว่า ด้วยเหตุผลที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและผลของกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ก็เลยทำให้คนไทยเริ่มมองช่องทางการออมอื่นนอกจากฝากธนาคารมากขึ้น สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือ โครงสร้างการออมของไทยเปลี่ยนไปจากอดีตช่วงก่อนวิกฤตการเงินต้มยำกุ้งที่สัดส่วนเงินออมของประชาชนจะอยู่ในรูปเงินฝากธนาคารกว่า 85% และจากการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการออมเพื่อเกษียณมากขึ้นใน
ช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน RMF, LTF และประกันบำนาญ ส่งผลให้สัดส่วนการออมของประชาชนในรูปแบบเงินฝากธนาคารลดลงมาอยู่ในระดับราวร้อยละ 50 ในปัจจุบัน

แล้วเรามาดูกันนะครับว่าสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่เอาเงินออมไปทำอะไร ข้อมูลที่ผมเคยเก็บเอาไว้ (ขออภัยที่จำแหล่งข้อมูลไม่ได้) บอกว่า ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนเงินออม ดังนี้

ออมในเงินฝากธนาคารและตราสารหนี้ระยะสั้นในสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 30

ลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้น เพื่อโอกาสของการสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในสัดส่วนราวร้อยละ 20

ออมในประกันชีวิตเพื่อบริหารความเสี่ยงและเป็นการวางแผนการส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 30

ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยสวยขณะนี้ เราอาจจะมองว่าการลงทุนในตราสารทุนมีความเสี่ยง หรือการซื้อประกันชีวิตผลตอบแทนต่ำ แต่ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจก็เป็นความเสี่ยงแค่ช่วงสั้นๆ แต่ความเสี่ยงที่เราต้องเจอต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ทำให้เงินเราด้อยค่าลงเรื่อยๆ หรือความเสี่ยงด้านเกษียณอายุที่ตอนนี้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว (ที่จริงเป็นมา 10 ปีแล้ว) และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่คนไทยเป็นโรคด้านสุขภาพมากขึ้น เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ฯลฯ ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่สามารถชนะได้ด้วยการฝากเงินอย่างเดียวแน่นอน ต้องพ่วงด้วยการลงทุนกับการบริหารความเสี่ยงอย่างที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ทำไปก่อนหน้าเรา วันนี้เราจึงควรเริ่มมองความเสี่ยงระยะยาวๆ มากกว่าการมองความเสี่ยงระยะใกล้ๆ เพราะความเสี่ยงระยะยาวน่ากลัวกว่ามาก และหากไม่เริ่มป้องกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตที่เราเจอในตอนนั้นอาจร้ายแรงกว่าตอนนี้หลายเท่าครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ