
แมเนอร์กรุ๊ปลุยลงทุนไทย ปีกธงโรงแรม-ร้านอาหาร
ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยที่โตต่อเนื่อง แม้สถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบก็สะเทือนท่องเที่ยวเพียงชั่วครู่
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยที่โตต่อเนื่อง แม้สถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบก็สะเทือนท่องเที่ยวเพียงชั่วครู่ เป็นเสน่ห์เย้ายวนที่ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสนใจลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวต่อเนื่อง
จอห์น ลิม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง แมเนอร์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์สัญชาติสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มต้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สิงคโปร์ โดยพัฒนาที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก แต่ตลาดสิงคโปร์มีความเสี่ยงที่ดินราคาแพงมากและหาที่ดินยาก ทำให้สนใจออกไปขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่การลงทุนโรงแรม เน้นประเภทโรงแรมในเมือง ไม่ใช่ทำเลชายทะเล เพราะต้องการสร้างอาคารที่ออกแบบมีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำ
สำหรับประเทศแรกที่บริษัทลงทุน คือ มาเลเซีย ด้วยการสร้างโรงแรมชื่อ ดิ เอดิสัน (The Edison) ที่เมืองปีนัง จะเปิดบริการในปีนี้ ประเทศถัดมา คือ ไทย เพราะที่ผ่านมาไทยมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โตสูง มีจุดเด่นการเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆ ได้ดี มีระบบโลจิสติกส์เอื้ออำนวย แม้ไทยจะมีโรงแรมในเมืองใหญ่มาก แต่ก็ยังมีโอกาสลงทุนอยู่จากการท่องเที่ยวไทยที่ยังโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ พื้นที่แรกที่ลงทุน คือ เชียงใหม่ โดยร่วมกับ อัคริณ โฮเต็ล กรุ๊ป บริษัทด้านบริหารบูติกโฮเต็ลระดับหรูในไทย นำตึกเก่าย่านนิมมานเหมินท์มาพัฒนาเป็นโรงแรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ (บูติก โฮเต็ล) ระดับ 5 ดาว ชื่อ อคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่ ใช้เงินลงทุนไป 300 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวโรงแรมเป็นทางการ ต.ค.นี้
อคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดโรงแรมศิลปะ ตอบโจทย์คนรักงานศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย จะมีห้องพัก 30 ห้อง ทั้งหมดเป็นห้องสูท 60-100 ตารางเมตร เน้นเรื่องการออกแบบโดดเด่นเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ในย่านนั้น คาดว่าราคาห้องพักอยู่ในระดับ 200-300 เหรียญสหรัฐ หรือ 6,800-1.02 หมื่นบาท
“ราคาห้องพักในเชียงใหม่มีตั้งแต่ 10-20 เหรียญสหรัฐ หรือ 340-680 บาท/คืน จนถึงโรงแรมระดับหรูหรา 400 เหรียญสหรัฐ หรือ 1.36 หมื่นบาท/คืน ซึ่งอคีรา แมเนอร์ เชียงใหม่ เป็นโรงแรม 5 ดาว จึงวางราคาให้อยู่ระดับเดียวกับกลุ่มโรงแรม 5 ดาว ซึ่งอยู่ที่ 200-300 เหรียญสหรัฐ หรือ 6,800-1.02 หมื่นบาท/คืน โดยจะเน้นเรื่องบริการให้เป็นที่จดจำ พร้อมชูจุดเด่นการออกแบบตัวโรงแรมที่ทันสมัย” ลิม กล่าว
อย่างไรก็ตาม แมเนอร์ กรุ๊ปไม่ได้มีแผนลงทุนโรงแรมในไทยเพียงเท่านี้ โดยปัจจุบันมีแผนลงทุนโรงแรมอีก 2 แห่ง โดยอยู่ระหว่างหาทำเลที่น่าสนใจลงทุนโรงแรมแห่งที่ 2 ในเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นโรงแรมระดับหรู วางงบลงทุนไม่เกิน 400 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะหาทำเลที่น่าสนใจลงทุนโรงแรมในกรุงเทพฯ เป็นโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน เน้นเป็นทั้งสังคมคนทำงาน (โค เวิร์กกิ้ง สเปซ) และโรงแรมในแห่งเดียวกัน คาดว่าใช้เงินลงทุน 50-100 ล้านบาท โดยมองไว้หลายทำเล แต่ที่เป็นไปได้สูงสุดคือ ซอยทองหล่อ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้จะซื้ออาคารเก่ามาปรับปรุงใหม่ โดยโครงการที่ 2 ในเชียงใหม่ อาจเห็นภายในปลายปีนี้ ตามด้วยโครงการในกรุงเทพฯ
ลิม กล่าวว่า โครงการในกรุงเทพฯ จะมีพื้นที่โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง มองหาสถานที่ทำงาน ซึ่งในสถานที่นี้จะมีห้องประชุมขนาดเล็กรองรับกลุ่มนี้ได้ใช้งาน ขณะเดียวกันยังมีห้องพักโรงแรมซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ตอบสนองคนที่มาทำงานแล้วต้องการพักค้างคืนด้วย ราคาห้องพักตั้งอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
แมเนอร์ กรุ๊ปยังมีโครงการทำเครือร้านอาหารด้วย โดยเปิดตัวร้านอาหารแห่งแรกในไทย ชื่อ อิตาลิกส์ (Italics) เป็นอาหารอิตาลีแนวฟิวชั่น อยู่ในซอยร่วมฤดี กรุงเทพฯ หลังจากนี้วางแผนว่า 2-3 ปีข้างหน้าจะขยายสาขาอิตาลิกส์ในไทยให้ได้ 6 แห่ง
ขณะที่การขยายร้านอาหารนั้นจะเน้นขยายควบคู่กับโครงการโรงแรมเป็นหลัก แต่จะมีบางส่วนเป็นร้านอาหารตั้งอยู่เดี่ยวๆ รวมทั้งจะนำแบรนด์อิตาลิกส์ไปขยายตลาดต่างประเทศที่แมเนอร์ กรุ๊ปมีโครงการลงทุนเช่นกัน
หลังจากลงทุนในไทยแล้วจุดหมายอื่นที่แมเนอร์ กรุ๊ปต้องการไป คือ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพราะเป็นจุดหมายที่การท่องเที่ยวเติบโตสูง ซึ่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นจุดหมายต่อไปที่บริษัทไปทำโรงแรม ขณะเดียวกันก็มองหาลู่ทางในการลงทุนโรงแรมแห่งใหม่ในเมืองปีนัง
ลิม ทิ้งท้ายว่า นอกจากการขยายธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในไทยแล้ว แมเนอร์ กรุ๊ปมีบริษัทด้านโลจิสติกส์อยู่ในสิงคโปร์ ก็สนใจจะมาขยายธุรกิจนี้ในไทยเช่นกัน โดยในระยะแรกน่าจะเป็นการลงทุนทำคลังสินค้าทัณฑ์บน (บอนด์ แวร์เฮาส์) ซึ่งเป็นคลังสำหรับสินค้าที่งดเว้นการเก็บอากรขาเข้าและขาออกแก่ของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และเก็บในคลังสินค้านี้เพื่อส่งออกไปยังนอกประเทศ ไม่ว่าจะส่งออกในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือสภาพที่ได้ผลิต ผสมหรือประกอบเป็นอย่างอื่นแล้ว
นี่เป็นเพียงทุนสิงคโปร์รายหนึ่งที่มาลงทุนในไทย หลังจากนี้คงมีตามมาอีกหลายกลุ่ม ไม่นับรวมที่มาก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมาก







