
กูรูแนะอุตสาหกรรมอาหารไทย ปรับลุคก่อนโกอินเตอร์
ปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกอาหารไปขายในตลาดโลก 1.01 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปี 2558 ยอดส่งออกจะมีมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท โดยตลาดสำคัญ อยู่ที่สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลสำรวจของ Specialty Food Association สหรัฐอเมริกา พบว่า ชาวอเมริกันชื่นชอบและนิยมอาหารไทยติด 1 ใน 3 อันดับแรก
ปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกอาหารไปขายในตลาดโลก 1.01 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปี 2558 ยอดส่งออกจะมีมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท โดยตลาดสำคัญ อยู่ที่สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลสำรวจของ Specialty Food Association สหรัฐอเมริกา พบว่า ชาวอเมริกันชื่นชอบและนิยมอาหารไทยติด 1 ใน 3 อันดับแรก
ขณะที่ผลวิจัยแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือโอท็อป ของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD พบว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารไทยยังคงมีโอกาสทำรายได้มากขึ้น จากการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคชาวต่างชาติชื่นชอบดีไซน์และเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจความต้องการของตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น OKMD จึงสัมมนาเชิงปฏิบัติการการตลาดเพื่อการส่งออก ภายใต้หัวข้อ “เข้าใจตลาดพัฒนาจากตัวตน (Know Global Build Local)” โดยมีผู้เชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศและผู้ซื้อจากตลาดโลก ร่วมถ่ายทอดความรู้และชี้แนะแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ยกระดับไปสู่ผู้ผลิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในระดับสากล
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวถึงสถานการณ์การส่งออกอาหารไทยในตลาดโลก และแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ว่า ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยไปยังคู่ค้าในต่างประเทศ ขณะนี้สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คิดเป็น 41% รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา 11% ส่วนตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มความต้องการอาหารไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ ตลาดอาเซียนบวก 3
สำหรับกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันคือ อาหารพร้อมรับประทาน ฉีกซองเอาเข้าไมโครเวฟแล้วกินได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลาในการปรุง รวมทั้งเทรนด์การบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพยังคงมาแรง โดยเฉพาะอาหารปลอดสารพิษที่ผลิตด้วยกระบวนการไร้สารเคมี และหากเป็นผักผลไม้ออร์แกนิกก็จะยิ่งขายได้ราคาดีกว่าปกติหลายเท่าตัว
“ไม่เพียงการวิเคราะห์ตลาดเพื่อวางทิศทางการผลิตสินค้า ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น หากผู้ประกอบการไทยต้องการขายอาหารในตลาดโลกได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือสินค้าจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อย. GMP, HACCP, BRC และมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปลอดสารพิษ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากได้รับการรับรองมาตรฐานก็จะถือเป็นใบเบิกทาง หรือตั๋ววีไอพี ในการส่งสินค้าไทยเข้าไปเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าว
ขณะที่ จอร์แดน สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชนของ Pure Sales Inc. ตัวแทนผู้ซื้อของ United Natural Foods Inc. กล่าวว่า ขณะนี้คนทั่วโลกหันมานิยมบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น หลายคนจึงมองหาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งจริงจังถึงขั้นมีกฎหมายเฉพาะในการกำกับมาตรฐานอาหารออร์แกนิก ย้อนกลับไปสู่การผลิตแบบดั้งเดิม เริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ต้องปลอดสารเคมี 100% โดยขั้นตอนการแปรรูปและบรรจุต้องไม่ผ่านการปรับแต่งโดยเฉพาะรสชาติและสีสัน
ปัจจุบันผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐอเมริกานิยมผลิตภัณฑ์ เช่น ซอสปรุงรสสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนต่างชาติ เพราะช่วยให้สามารถทำอาหารไทยได้ง่ายมาก ไม่ต้องเป็นเชฟมืออาชีพก็ทำอาหารไทยได้อร่อยแบบต้นตำรับ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มเส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวสายพันธุ์ไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมนิล ข้าวหอมแดง และผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ต่างก็เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมีแนวโน้มความต้องการบริโภคสูงขึ้นเช่นกัน
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้สินค้าไทยขายในตลาดโลกได้มากขึ้นคือ การพัฒนามาตรฐานและระบบการผลิตให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ควบคู่ไปกับการสร้างจุดสนใจและความแตกต่างในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นสูตรหรือส่วนผสมใหม่ๆ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามสะดวกต่อการใช้งาน” สมิธ กล่าว
ผู้ซื้อรายนี้ยังบอกด้วยว่า ต่อไปในอนาคตกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับจะมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนากระบวนการผลิต จนผ่านเกณฑ์รับรองมาตรฐานปลอดสารพิษ รับรองได้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวเช่นเดียวกัน







