
‘มุกดาหาร’โตเดี่ยวไม่ไหว อย่าดึงอุตฯ-ต้องเน้นบริการ
ไทยจะต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อปลุกปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้ไปถึงฝั่งฝัน หลังจากประเทศรอบบ้านได้เดินเครื่องไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำเลที่ตั้งของจังหวัดที่กำลังถูกยกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมีความน่าสนใจไม่น้อย
ไทยจะต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อปลุกปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้ไปถึงฝั่งฝัน หลังจากประเทศรอบบ้านได้เดินเครื่องไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำเลที่ตั้งของจังหวัดที่กำลังถูกยกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมีความน่าสนใจไม่น้อย
หนึ่งในนั้นคือ จ.มุกดาหาร ที่ต้องไล่ตามเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน สปป.ลาว ที่ได้พัฒนามาแล้ว 10-12 ปี
ภมร เชาว์ศิริกุล ประธานหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร มองว่า หากเทียบเรื่องความดึงดูดการลงทุน ต้องยอมรับว่ามุกดาหารมีความน่าสนใจน้อยกว่า ทั้งด้านขาดแคลนแรงงาน ไม่มีสิทธิพิเศษทางภาษี
จีเอสพี ซึ่งลาวมีจุดเด่นด้านนี้ ดังนั้นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารจะต้องดำเนินการให้คู่ขนานไปกับการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจสะหวัน-เซโน
“ภายใน 1-2 เดือนนี้ ภาคเอกชนของมุกดาหารจะไปหารือกับทางสะหวัน-เซโน เพื่อร่วมกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจทั้งสองฝั่งให้เดินหน้าไปด้วยกัน แต่ก่อนที่จะไปหารือกับลาว อยากให้รัฐบาลไทยมีแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้ชัดเจนก่อน โดยเฉพาะแผนแม่บท (มาสเตอร์แพลน) ของแต่ละพื้นที่ว่าจะเน้นหรือชูอะไรเป็นจุดขาย” ภมร ระบุ
เพื่อให้เห็นภาพทำเลที่โดดเด่นของมุกดาหาร ธนโชติ โชติบุณยศักดิ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร อธิบายว่า มุกดาหารอยู่ในชัยภูมิที่ดี โดยอยู่บนถนนเส้นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรืออีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ (ถนนสาย R9) ซึ่งมุกดาหารแทบจะอยู่กึ่งกลางของเส้นทางนี้ โดยตะวันออกเริ่มตั้งแต่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึก ไล่มาถึงเมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม เมืองดงฮา จังหวัดกวางจิ ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดอีกเมืองหนึ่งของมุกดาหาร จากนั้นเข้ามาสู่สะหวันนะเขต สปป.ลาว ระยะทางทั้งหมดเกือบ 500 กิโลเมตร
จากมุกดาหารยังเชื่อมต่อไปยังกาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ เข้าสู่สี่แยกอินโดจีนคือ จ.พิษณุโลก ตัดกับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ จากพิษณุโลกไปตาก เข้า อ.แม่สอด สู่เมียวดี-เมาะละแหม่ง ประเทศเมียนมา ระยะทางประมาณ 770 กิโลเมตร
ทว่า นโยบายการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลยังไม่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้มองจุดแข็งของแต่ละพื้นที่เป็นตัวตั้ง มองแต่เพียงภาพรวม จึงทำให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกันหมด ทำให้ไม่เกิดผลต่อพื้นที่ ขาดแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่
“ส่วนตัวมองว่ามุกดาหารมีความพิเศษ เพราะฝั่งตรงข้ามคือแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ และมีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่แล้ว หากมุกดาหารจะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็ไม่ควรไปเน้นการลงทุนอุตสาหกรรมแต่ควรเน้นภาคบริการ การลงทุน ระบบโลจิสติกส์ศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์แสดงสินค้ามากกว่า เพราะทางสะหวัน-เซโน มีการให้สิทธิประโยชน์ที่น่าจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนมากกว่าไทยมาก”ธนโชติ แสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารเดินหน้าคู่ไปกับเขตเศรษฐกิจสะหวัน-เซโนได้ ธนโชติ เสนอว่า รัฐบาลจะต้องทำมาสเตอร์แพลนของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่จะมีจุดเด่นด้านใด และควรตั้งทีมที่ปรึกษาในการพัฒนาแต่ละพื้นที่ รวมถึงการปรับทิศทางของแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสม ไม่ใช่การเหมารวมหมด
สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร มีการกำหนดใช้พื้นที่4 อำเภอ คือ อ.เมือง หว้านใหญ่ คำชะอี และนิคมคำสร้อย บริหารจัดการร่วมกัน โดยกำหนดให้ อ.เมือง เป็นศูนย์กระจายสินค้า อ.หว้านใหญ่ เป็นโกดัง อ.คำชะอี เป็นโรงงานที่ไม่สร้างมลพิษ รัฐบาลเป็นกรรมการระดับชาติ ส่วนระดับจังหวัดมีภาครัฐกับเอกชนร่วมกันดำเนินการ จ้างมืออาชีพมาบริหารเหมือนนิคมอุตสาหกรรม แต่ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังอนุมัติทางรถไฟ ซึ่งสำรวจมานานกว่า 30 ปีแล้ว ตัดแยกจาก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ผ่านมหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สิ้นสุดที่นครพนม ทำเป็นรถไฟทางคู่
“เชื่อว่าเมื่อการลงทุนสร้างทางรถไฟทางคู่ลงมาถึง จะทำให้มุกดาหารโตก้าวกระโดดมากและหากมีการพัฒนาคู่ไปกับสะหวัน-เซโน ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจของมุกดาหารคึกคัก เพราะมุกดาหารจะกลายเป็นเส้นทางหลักในการนำสินค้าที่ผลิตได้จากโรงงานอุตสาหกรรมในสะหวัน-เซโนลงไปแหลมฉบัง ในอนาคตจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนในภาคบริการต่างๆ รองรับกันไป” ธนโชติ กล่าว
ปัจจุบันการค้าชายแดนมุกดาหารมีมูลค่าสูงกว่า 1.1 แสนล้านบาท จากเดิมก่อนมีสะพานมิตรภาพมูลค่าการค้าอยู่ที่หลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น หากมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้น เชื่อว่ามูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ธนโชติ เตือนว่า หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟสแรกให้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นกับดักไปสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2 ที่กำลังจะเกิดตามมา ทำให้การเดินหน้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะดุดลงทั้งหมด







