
จูงใจตัวเองดีกว่ารอคนอื่น
หลายคนน่าจะเคยดูวิดีโอที่นำเด็กมานั่งในห้องที่มีขนมล่อเพื่อดูความอดทนของเด็ก
โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์
หลายคนน่าจะเคยดูวิดีโอที่นำเด็กมานั่งในห้องที่มีขนมล่อเพื่อดูความอดทนของเด็ก กล่าวคือ เด็กจะถูกจับแยกเข้าไปในห้องเล็กๆ ทีละคน เด็กแต่ละคนจะได้เห็นขนมแสนอร่อยหนึ่งชิ้นวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า เด็กๆ เห็นแล้วก็อยากทาน คุณครูก็จะประกาศว่า ถ้าใครอยากทานก็สามารถหยิบทานได้เลย แต่ถ้าใครรออีกสิบห้านาที ครูจะให้ขนมแบบนั้นเพิ่มอีกสองชิ้น โดยมีนาฬิกาบนฝาผนังคอยบอกว่า เวลาผ่านไปกี่นาทีแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กประมาณหนึ่งในสามของกลุ่มทดลอง ใช้เวลาคิดไม่นานก่อนจะคว้าขนมเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย (กลุ่มนี้ไม่อยากหวังลมๆ แล้งๆ) แต่ความสุขก็จะสิ้นสุดทันทีที่ทานหมด ส่วนเด็กอีกหนึ่งในสามของกลุ่มทดลอง จะพยายามรอให้ครบสิบห้านาที เพราะอยากได้รางวัลอย่างที่ครูบอก แต่พอรอได้แค่สองถึงสามนาทีก็ทนไม่ไหว ตบะแตกหยิบขนมเข้าปาก ในขณะที่เด็กกลุ่มสุดท้ายนั้นมีจิตใจแน่วแน่ บางคนหันไปมองทางอื่น บางคนนั่งปิดตา อุดจมูก หรือหันเหความสนใจไปทางอื่น และในที่สุดเขาก็ดีใจที่ได้ขนมเพิ่มอีกสองชิ้นสมกับการรอคอย
แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นักวิจัยเขาได้ตามดูพัฒนาการของเด็กกลุ่มทดลองกลุ่มนี้ต่อไปจนโต พบว่า เด็กๆ ที่สามารถหักห้ามใจจากความสุขระยะสั้นและเห็นแก่ประโยชน์ระยะยาว จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กอีกสองกลุ่ม จึงมีข้อสรุปของนักวิจัยหลายท่านที่สรุปคล้ายกัน คือ ความสำเร็จไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับระดับเชาวน์ปัญญาและการคิดเชิงวิเคราะห์ (ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบไอคิว) แต่ขึ้นอยู่กับความฉลาดทางอารมณ์มากกว่า
ซึ่งก็คือความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น ด้วยวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ภายใต้ข้อจำกัด ณ เวลานั้น ซึ่งทักษะที่สำคัญก็คือ ความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองและการควบคุมตัวเอง
พวกเราเองก็ไม่ได้ต่างไปจากเด็กๆ กลุ่มนั้นเท่าใดเลย แม้ว่าจะโตมาแล้วหลายๆ ปี คำถามที่เราต้องพิจารณาอยู่ในใจเสมอในทุกๆ วัน คือ เมื่อมันมีแรงขับภายในตัวเราที่อยากได้อะไรก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น เราจะควบคุมมันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาวและได้รับรางวัลที่คุ้มค่าได้อย่างไร
การสร้างแรงจูงใจก็มีแค่สองแบบ โดยแบบแรกคือ การสร้างแรงจูงใจโดยการกดดัน คำขู่ การลงโทษ การบังคับ การขึ้นเสียง การตำหนิ การทำให้รู้สึกผิด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีการใช้กันโดยทั่วไปทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้แต่เราใช้กับตัวเอง เราเรียนรู้ที่จะกดดันตัวเองหรือตำหนิตัวเอง เพื่อที่จะใช้เป็นแรงผลักดันตัวเองให้ไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกผิด
หรือแบบที่สองคือ การให้รางวัล หลายๆ ครั้งที่มีการใช้แรงจูงใจโดยการให้รางวัล โบนัส ผลประโยชน์ การเลื่อนตำแหน่ง คำชม การยอมรับ และการชื่นชม และไม่ใช่ใช้กับคนอื่นแค่นั้น บางครั้งเราเองก็ใช้วิธีนี้กับตัวเอง เช่น เมื่อเรามีวินัยในการควบคุมน้ำหนักมาได้ดีโดยตลอด เราสามารถให้รางวัลตัวเองโดยการไปทานอาหารหนักๆ ซักหนึ่งมื้อ เป็นต้น
แต่แน่นอนการใช้แรงกดดันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างแรงจูงใจในระยะยาวได้ หรือการให้รางวัลอย่างเดียวก็ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้ตลอดไปเหมือนกัน เพราะเราไม่สามารถกดดันได้ตลอด และรางวัลต่างๆ นั้นถึงจุดหนึ่งคนที่ได้รับก็จะรู้สึกอิ่ม หรือไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์แล้ว
สิ่งที่จะสร้างแรงจูงใจระยะยาวได้คือ ความชอบ ซึ่งทำให้เราสามารถจูงใจตัวเองในการดำเนินกิจกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวันของเราได้ ความชอบของคนเราทุกคนมีแค่สองเป้าหมาย คือ หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและแสวงหาความสุข ซึ่งเป็นแรงขับภายในตัวเราทั้งสองขั้วอยู่ตลอดเวลา จะสังเกตได้ง่ายๆ เวลาดูโฆษณาต่างๆ จะพูดอยู่แค่สองแกนคือ ชีวิตจะแย่ขนาดไหนถ้าขาดผลิตภัณฑ์ของเรา หรือชีวิตคุณจะดีขนาดไหนด้วยผลิตภัณฑ์ของเรา
หากคุณเป็นคนที่มีแรงจูงใจ หรือมีวินัยในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะคุณมีสองแรงขับนี้ในตัวอย่างสม่ำเสมอ เช่น ถ้าคุณมีแรงจูงใจที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง แสดงว่านอกจากคุณจะรู้สึกดีที่ได้ทำแล้ว คุณก็จะรู้สึกแย่ด้วยถ้าไม่ได้ทำ (เช่น เวลาที่คุณบาดเจ็บ) ผมเองมีคนรู้จักที่สนิทกันเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ปั่นจักรยานทางไกล แข่งไตรกีฬา เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้แข่ง และรู้สึกแย่ถ้าไม่ได้ไปแข่ง
เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมนักโต้คลื่น นักปีนเขา นักดนตรี และอีกมากมายหลายอาชีพ ถึงยอมทุ่มเททั้งเงินและเวลาให้กับกีฬา หรืองานอดิเรกเหล่านั้น คำตอบที่ได้คือ สนุก ผมเองก็สงสัยว่า ปีนเขาเนี่ยมันสนุกตรงไหน
จริงๆ แล้วปัจจัยที่สำคัญสุดที่ทำให้สนุกคือ ความท้าทาย และปัจจัยอันดับสองคือ ความสามารถ ความท้าทายจะต้องสมดุลกับความสามารถของคนคนนั้น ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นเรื่องไม่สนุกขึ้นมาแทน เช่น ให้ผมไปปั่นจักรยาน 600 กิโลเมตรกับเพื่อนผมคนที่ชอบปั่น รับรองว่าคงเป็นเรื่องสนุกของเขา แต่ไม่ใช่เรื่องสนุกของผมแน่ๆ หรือจะให้เพื่อนผมคนนั้นมาปั่นจักรยานแค่ 20 กิโลเมตรกับผม ในทางกลับกันต้องเป็นเรื่องสนุกสำหรับผมแน่ แต่คงเป็นเรื่องน่าเบื่อที่สุดสำหรับเพื่อนผมคนนั้น เพราะความท้าทายมันน้อยกว่าความสามารถ
ไม่แปลกเลยที่มีหลายคนล้มเลิกในสิ่งที่ตั้งใจจะทำ และไม่มีแรงจูงใจที่จะทำสิ่งนั้นๆ ต่อ อาจเป็นเพราะความสามารถที่เรามีมันไม่สมดุลกับความท้าทายที่เราเจอ ดังนั้น ความสนุก ความชอบ จะสร้างแรงจูงใจให้ตัวเราเองได้ ก็ต่อเมื่อความท้าทายในสิ่งที่ทำนั้นต้องสอดคล้องกับความสามารถของเราด้วย







