
ห่วงเวียดนาม-มาเลย์แย่งตลาด
หวั่นเวียดนามชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า-อาหารไทยในซีแอลเอ็มวี จี้เพิ่มขีดแข่งขัน
หวั่นเวียดนามชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า-อาหารไทยในซีแอลเอ็มวี จี้เพิ่มขีดแข่งขัน
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศ ไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ในระยะ 1-2 ปีนี้ ตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศ และตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี ยังถือเป็นความหวังของการส่งออกไทยได้ แต่ในระยะยาวกังวลว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดกลุ่มนี้อาจลดลง โดยเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้ผลิตสินค้าจากเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอาหาร เนื่องจากมีการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนไปยังประเทศเวียดนามมากขึ้น
“ปีนี้ยังพูดได้ว่าตลาดอาเซียนทุกประเทศยังเป็นความหวังของการส่งออกไทยได้อยู่ แต่อนาคตหากไม่เร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ก็อาจเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียก็กำลังพยายามแข่งขันการเป็นครัวโลกกับไทย ด้วยนโยบายผลักดันประเทศเป็นฮับอาหารอาฮาล ขณะเดียวกันสินค้าไทยก็ยังต้องแข่งกับสินค้าจีนที่เข้ามาแย่งตลาดในภูมิภาคนี้ด้วย” นายนพพร กล่าว
สำหรับการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศ ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2558) ติดลบ 10% และคาดว่าทั้งปีนี้จะติดลบ 8% ส่วนตลาดซีแอลเอ็มวีครึ่งปีแรกขยายตัว 8% และคาดว่าทั้งปีก็จะเติบโตในระดับ 8% เช่นเดียวกัน ดังนั้นทำให้ภาพรวมตลาดอาเซียนทั้งหมดในปีนี้น่าจะติดลบเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
นายนพพร กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนของไทยที่ยังดูดีอยู่ เนื่องจากไทยยังสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ในระดับเดิม แต่ไม่ได้ชิงส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้น ขณะที่เวียดนามกลับมีแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกรวมของเวียดนามจะขยายตัวสูงถึง 10% ขณะที่การส่งออกของไทยคาดว่าจะติดลบ 4.2%
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การส่งออกของเวียดนามในปีนี้จะขยายตัวถึง 10% ส่วนหนึ่งมาจากการย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจากไทยเข้าไปเวียดนามแทน เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) สิทธิพิเศษจากข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่เวียดนามทำกับประเทศคู่ค้า และค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีที่มาเลเซียจะหันมาทำตลาดส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลมากขึ้น ทางกลุ่มยังมองว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะที่ผ่านมาภาพลักษณ์อาหารของไทยในสายตาต่างประเทศค่อนข้างดี
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มอาหารจะต้องเตรียมตัวรับกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานสินค้าฮาลาล ซึ่งเบื้องต้นผู้ประกอบการอาจจะต้องมีต้นทุนเพิ่มในการทำโรงงานให้ได้มาตรฐานตามที่ประเทศเป้าหมายส่งออกกำหนด เพราะมีแนวโน้มว่าประเทศผู้นำเข้าและส่งออกอาหารฮาลาลจะกำหนดมาตรฐานฮาลาลของประเทศตัวเอง ส่วนระยะยาวต้องพยายามผลักดันให้มาตรฐานฮาลาลของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลให้ได้
ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกอาหารไปยังตลาดซีแอลเอ็มวีปีนี้จะขยายตัวถึง 10% และส่วนใหญ่มาจากการค้าชายแดน







