
‘สำรองเลี้ยงชีพ’ไม่หด
“อารยา” มั่นใจ เศรษฐกิจชะลอไม่กระทบอุตสาหกรรมกองสำรองเลี้ยงชีพ คาดปีนี้ยังโต 10%
“อารยา” มั่นใจ เศรษฐกิจชะลอไม่กระทบอุตสาหกรรมกองสำรองเลี้ยงชีพ คาดปีนี้ยังโต 10%
น.ส.อารยา ธีระโกเมน กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ในฐานะอุปนายกกลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจปีนี้จะชะลอตัวลง แต่ยังคาดว่าอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะสามารถเติบโตได้ 10% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 12%
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2558 อุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกันเท่ากับ 8.76 แสนล้านบาท โดยเติบโตขึ้น 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ 5% จากสิ้นปี 2557
ขณะที่จำนวนนายจ้างอยู่ที่ 1.6 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 4% จากสิ้นปี 2557 และจำนวนสมาชิก 2.89 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3%
“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบให้นายจ้างปิดกิจการ จนทำให้เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลง เพราะไม่ถึงขั้นวิกฤตเศรษฐกิจ และเชื่อว่าสมาชิกกองทุนที่เกษียณอายุแล้วจะขอคงเงินไว้ในกองทุนต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากปี 2557 ที่มีการคงเงินไว้ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 115% จากปีก่อนหน้า” น.ส.อารยา กล่าว
นอกจากนี้ น.ส.อารยา ยังกล่าวถึงการแก้ไขข้อบังคับเพื่อให้ลูกจ้างสามารถส่งเงินสะสมได้มากกว่านายจ้างว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2558 สมาคมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยขอให้เร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้กับกองทุนที่ต้องการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว
“แม้ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ในเบื้องต้น ก.ล.ต.ก็เห็นด้วยที่จะพิจารณาแบบเร่งด่วนให้ เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก้ไขข้อบังคับกองทุนเพื่อประโยชน์ของสมาชิก” น.ส.อารยา กล่าว
น.ส.อารยา ยังกล่าวอีกว่า กรมสรรพากรเห็นด้วยที่เปลี่ยนเงื่อนไขในกรณีที่ลาออกจากกองทุนก่อนอายุครบ 55 ปี จากเดิมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อมีอายุงานมากกว่า 5 ปี มาเป็นการนับระยะเวลาในการเป็นสมาชิกกองทุนแทน เพื่อสนับสนุนให้คงเงินไว้ในกองทุนแม้ว่าจะลาออกจากงานแล้ว







