
ฝ่าความท้าทาย คว้าโอกาสทองใน ‘เวียดนาม’
เวียดนามถือเป็นฐานการผลิตที่ 2 ของธุรกิจไทยมานานแล้ว หรือตั้งแต่เวียดนามประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
“เวียดนามถือเป็นฐานการผลิตที่ 2 ของธุรกิจไทยมานานแล้ว หรือตั้งแต่เวียดนามประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ โด่ย เหมย เมื่อปี 2529 ซึ่งเป็นความพยายามเปิดประเทศ และลดการผูกขาด” นี่คือการฉายภาพความสำคัญของเวียดนามที่มีต่อธุรกิจไทย โดย พรรณพิมล สุวรรณพงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ซิตี้
ท่านกงสุลใหญ่ยังอธิบายต่อว่า จนถึงขณะนี้ภาคใต้ของเวียดนามถือเป็นฐานการผลิตสำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยประมาณ 60% ของการเกษตรอยู่ทางภาคใต้ และ 60% ของจีดีพีของประเทศก็อยู่ในภาคใต้เช่นกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามส่งเสริมการพัฒนาการลงทุนในภาคเหนือของประเทศมากยิ่งขึ้น หรือเรียกได้ว่า เวียดนามเหนือคืออนาคตที่ต้องจับตามอง
แม้ว่าเวียดนามจะเป็นตลาดสำคัญที่น่าสนใจเข้ามาทำการค้าและขยายการลงทุน แต่ พรรณพิมล แนะนำว่า การเข้ามาบุกตลาดแห่งนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยหากเป็นไปได้ ควรลงทุนเองทั้งหมด 100% และอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หากจำเป็นต้องร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น จะต้องเลือกพันธมิตรที่ตัวเองรู้จักดีแล้ว
สำหรับผู้ที่จะส่งสินค้าเข้ามาจำหน่าย แนะนำว่าต้องจดทะเบียนสินค้า ชื่อแบรนด์ ครอบคลุมประเภทสินค้าไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าต้นตำรับกลายเป็นสินค้าเถื่อนในตลาดเวียดนาม
“ครีมบางยี่ห้อของไทยเคยเข้ามาทำตลาดในเวียดนามแล้วขายดีมาก แต่ 5 ปีหลังจากเข้ามาบุกตลาด ครีมของไทยกลายเป็นของเถื่อน เพราะมีบริษัทเวียดนามจดทะเบียนชื่อแบรนด์ในตลาด แต่บริษัทไทยไม่ได้ทำ ดังนั้นไม่ว่าจะเข้ามาค้าขายหรือลงทุน จะต้องศึกษารายละเอียดทุกอย่างให้รอบคอบก่อนเสมอ” พรรณพิมล ย้ำ
ขณะเดียวกัน กฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในเวียดนามมักมีการปรับปรุงแก้ไขบ่อยครั้งดังนั้นผู้ประกอบการควรจ้างบริษัทกฎหมายมาคอยดูแลเรื่องนี้ให้ หากตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันการเข้ามาทำธุรกิจควรจะแต่งตั้งคนไทยเข้ามารับผิดชอบบริหารเรื่องการทำรายงานทางการเงิน การแจ้งข้อมูลต่างๆ ต้องทำอย่างละเอียด
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องติดตามข้อมูลเรื่องมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ ด้วย โดยแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน เช่น ด้านโลจิสติกส์ เวียดนามออกกฎหมายลดน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุก ทำให้เมื่อมีการขนส่งข้ามแดนอาจต้องเพิ่มรถบรรทุกจาก 1 คัน เป็น 2 คัน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นด้วย
“ตอนนี้รัฐบาลเวียดนามยินดีรับการลงทุนของต่างชาติมาก มีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ สิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลเน้นตอนนี้ คือ การลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ประกอบการไทยจะลงทุนในพื้นที่ใดนั้น จะต้องพิจารณาถึงประเภทอุตสาหกรรมของตัวเอง สิทธิประโยชน์ต่างๆ ค่าแรง วัตถุดิบในพื้นที่ เช่น พื้นที่ราบสูงภาคกลางมีสวนยางพารามาก เวียดนามต้องการโรงงานแปรรูป เป็นต้น” พรรณพิมล แนะนำ
ด้าน ศิริพร คุณเวชสุวรรณ รองประธานและรองผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธนาคารกรุงเทพ สาขาโฮจิมินห์ ซิตี้ อธิบายถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ว่า ข้อมูลจากกระทรวงวางแผนและการลงทุนเวียดนาม ณ วันที่ 20 มิ.ย. 2558 ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในเวียดนาม คือ เกาหลีใต้ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 10 ทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาตินิยมลงทุน เช่น อุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ค้าส่ง และซ่อมบำรุง ก่อสร้าง เป็นต้น
ศิริพร แนะนำว่า การลงทุนเอฟดีไอจะต้องทำตามระเบียบทุกอย่าง ทั้งแรงงาน สิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของแรงงานนั้น อัตราการเปลี่ยนงานของชาวเวียดนามสูงมาก เพราะเศรษฐกิจกำลังเติบโต คนย้ายงานเพื่อเงินที่ดีขึ้น ดังนั้นหากพบคนดีแล้ว ต้องพยายามรักษาไว้กับองค์กรให้ได้
เห็นทั้งโอกาสและความท้าทายเหล่านี้แล้ว ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือให้รอบด้าน







