posttoday
เอสเอ็มอีหน้ามืด ขายของไม่ได้ กลายเป็นหนี้เสีย

เอสเอ็มอีหน้ามืด ขายของไม่ได้ กลายเป็นหนี้เสีย

01 สิงหาคม 2558

ตั้งแต่ปีที่แล้วธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ตั้งแต่ปีที่แล้วธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ต่างร่ำร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐให้ช่วยก่อนที่ธุรกิจจะเจ๊งและกลายเป็นหนี้เสียของสถาบันการเงินต่างๆ

แม้รัฐบาลจะกำหนดการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และออกมาตรการแพ็กเกจอุ้มเอสเอ็มอีผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่ทว่าการช่วยเหลือใดๆ ก็ไร้ประโยชน์หากภาพรวมของเศรษฐกิจไม่ดี

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้เสียของธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้มีแนวโน้มแย่กว่าปี 2554 ที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ เนื่องจากยอดขายสินค้าไม่กระเตื้อง ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจ

พัชร กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นด้านสภาพคล่อง ทั้งการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี หรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อปล่อยกู้เอสเอ็มอี ปัญหาของเอสเอ็มอีคือขายของไม่ได้ อยากให้ช่วยด้านเพิ่มความสามารถในการทำกำไร หรือขยายตลาดเพิ่มยอดขายจะตรงจุดกว่า

ทั้งนี้ ยอมรับว่าคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีแย่ลง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขยับขึ้นเป็น 2.92% จาก 2.56% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว และทั้งปีเอ็นพีแอลปีนี้มีโอกาสสูงเกิน 3% จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนในครึ่งปีหลัง ซึ่งธนาคารจะควบคุมทุกวิถีทาง ทั้งการติดตามหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นเอ็นพีแอล รวมทั้งการขายหนี้และขายหลักประกันออกไป

พัชร กล่าวว่า ยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารในช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 4% จากพอร์ตสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท เติบโตจากการเบิกใช้วงเงินของลูกค้าเดิมเพื่อนำไปหมุนเวียนธุรกิจ ขณะที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ติดลบ 6% เนื่องจากไม่มีการขยายกำลังการผลิตหลังความต้องการซื้อลดลง โดยสิ้นปีตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตไม่เกิน 6% คิดเป็นยอดคงค้างราว 5.5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วง คือ ลูกค้าขอสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (โอดี) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ไม่ได้ เช่น มีบางรายบอกเหตุผลจะนำไปซื้อวัตถุดิบ แต่ความจริงนำเงินไปซื้อที่ดิน ทำให้เงินจมและเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อโอดีเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยมีลูกค้าที่ใช้โอดี 58% ของลูกค้าทั้งหมด

“การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีทั้งลดดอกเบี้ย การพักชำระเงินต้นตั้งแต่ 3-12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องนั้น ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ในความช่วยเหลือคิดเป็นวงเงิน 7-8 หมื่นล้านบาท บางรายครบกำหนดแต่ยังไม่แข็งแรงก็ขอยืดระยะเวลาความช่วยเหลือต่อ” พัชร กล่าว

สถานการณ์ของลูกค้าเอสเอ็มอีที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นเจ้าของส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีสูงที่สุด แต่เกิดกับลูกค้าทุกธนาคาร ตั้งแต่ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ที่ล้วนออกปากว่าลูกค้าเอสเอ็มอียังมีอาการน่าเป็นห่วง

การบริโภคที่ซบเซานี้ เกิดเพราะคนไม่มีกำลังซื้อหรือขาดความเชื่อมั่น หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้ความเชื่อมั่นของประชาชนดิ่งลงเหว จำนวนหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นสวนทางความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจระดับหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท