
ททท.จับมือ เอทิฮัด ขยายตลาดนักท่องเที่ยวเมืองรอง
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่าง จุฑาพร เริงรณอาษา รักษาการผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับ เชน โอแฮร์ รองประธานสายการบินเอทิฮัด ยักษ์ใหญ่สายการบินระดับโลกจากสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2558 ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ภายใต้เม็ดเงิน 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทั้งสองฝ่ายร่วมลงขันกัน ถือเป็นการสร้างตลาดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศผ่านพันธมิตรที่เป็นสายการบินระดับโลก อาจนำมาสู่รายได้การท่องเที่ยวของประเทศที่เปลี่ยนไป
พลิกรายละเอียดเอ็มโอยูทั้งสองหน่วยงาน จะสร้างพันธมิตรผ่าน 3 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ การสื่อสาร การตลาด และการจัดโปรโมชั่นร่วมกัน โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 จบลงในเดือน ก.ย. 2559
จุดประสงค์สำคัญ ได้แก่ การเปิด 12 ตลาดใหม่ไปทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต อิหร่าน เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี สเปน
ในจำนวนนี้เป็นประเทศหลักที่ “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติไม่มีเส้นทางการบินใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไอร์แลนด์ อิหร่าน แอฟริกาใต้ สเปน และคูเวต
นอกจากนี้ จะเน้นการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวในเมืองรองที่การบินไทยเข้าไม่ถึง ได้แก่ ดุสเซลดอร์ฟ, เบอร์ลิน, ฮัมบูร์ก, ชตุทท์การ์ท และนูเรมเบิร์ก ของเยอรมนี แมนเชสเตอร์ และ เอดินบะระ ของสหราชอาณาจักร เวนิส ของอิตาลี เจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง อาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
จุฑาพร ชี้แจงว่า การร่วมมือกันครั้งนี้จะสร้างความเข้มแข็งสำคัญให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย โดยสายการบินเอทิฮัดจะนำพานักท่องเที่ยวจากเมืองรองเข้ามาเที่ยวเมืองไทย จากที่ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวในเมืองรองเหล่านั้นอาจจะหาช่องทางมาเที่ยวประเทศไทยได้ลำบาก สามารถบินโดยใช้สายการบินเอทิฮัด รวมถึงสายการบินพันธมิตรของเอทิฮัดได้สะดวกยิ่งขึ้น
ข้อมูลในปีที่ผ่านมา พบว่า สายการบินเอทิฮัดได้นำพานักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากกว่า เมื่อปีที่ผ่านมาสายการบินเอทิฮัดได้พานักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากกว่า 6.35 แสนคน โดยหลังลงนามในเอ็มโอยูร่วมกัน ทั้ง ททท.และเอทิฮัด ตั้งเป้าว่าจะพานักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยได้สูงถึง 8 แสนคน
ขณะเดียวกัน จะช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยบรรลุเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว 2.2 ล้านล้านบาท ในปีนี้ และเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว 2.3 ล้านล้านบาท ในปี 2559 ก่อนทะยานเป็น 2.5 ล้านล้านบาท ในปี 2560 ได้อย่างแน่นอน
จุฑาพร บอกอีกว่า การลงนามครั้งนี้จะเสริมความแข็งแกร่งของทั้ง ททท.และเอทิฮัด โดยเอทิฮัดก็จะได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เหตุที่ ททท.ไม่ได้ลงนามในเอ็มโอยูกับการบินไทยนั้น เนื่องจากมีการทำแคมเปญร่วมกันทุกจุดที่การบินไทยบินอยู่แล้ว
“ททท.พร้อมร่วมมือกับทุกธุรกิจเพื่อแสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อในการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาล” รักษาการผู้ว่าการ ททท. กล่าว
ด้านรองประธานสายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า เอทิฮัดมีเที่ยวบินตรงสู่สนามบินสุวรรณภูมิวันละ 4 เที่ยวบิน และภูเก็ตอีกวันละ 1เที่ยวบิน ซึ่งประเทศไทยถือเป็นจุดหมายหลัก ประกอบกับเอทิฮัดยังมีสายการบินพันธมิตรอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ อลิตาเลีย ของอิตาลี Aer Lingus ของไอร์แลนด์ เวอร์จิ้น ออสเตรเลีย แอร์เบอร์ลิน เป็นต้น จึงเชื่อมั่นว่า จะพานักท่องเที่ยวเข้าไทยได้เกิน 8 แสนคน
ขณะที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และยังสามารถโตขึ้นได้อีก โดยประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีอัตราการใช้จ่ายขณะท่องเที่ยวสูง เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หากสามารถเพิ่มกลุ่มเป้าหมายจากเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายแห่งที่ยังเข้าไม่ถึง ก็น่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวได้
กอบกาญจน์ กล่าวอีกว่า จะเปลี่ยนรูปแบบการทำการตลาดการท่องเที่ยว โดยสร้างเนื้อหาสาระและเรื่องราวเพิ่มเติมให้นักท่องเที่ยวหน้าใหม่สนใจประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวซ้ำค่อนข้างมาก รวมถึงจะเน้นในกลุ่ม “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ซึ่งใช้จ่ายสูงและมีระยะเวลาการอยู่ในประเทศไทยนาน โดยธุรกิจต่างๆ อาทิ โรงแรม สปา โรงพยาบาล สนามกอล์ฟ มีความพร้อมในการรองรับกลุ่มคนเหล่านี้เต็มที่
ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าการหาพันธมิตรใหม่ครั้งนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ทะลุเป้า







