
ดีดกลับช่วงสั้น
ในที่สุดทุกอย่างก็เฉลยออกมาการเกิดแรงเทขายที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้ดัชนีปรับตัวลดลง และข่าวร้ายต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าเรื่องตัวเลขการส่งออกที่มีการปรับตัวลดลง หรือการไม่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไทย รวมถึงข่าวร้ายจากต่างประเทศที่มีการปรับตัวลดลงมากของตลาดหุ้นจีน
ในที่สุดทุกอย่างก็เฉลยออกมาการเกิดแรงเทขายที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้ดัชนีปรับตัวลดลง และข่าวร้ายต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าเรื่องตัวเลขการส่งออกที่มีการปรับตัวลดลง หรือการไม่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไทย รวมถึงข่าวร้ายจากต่างประเทศที่มีการปรับตัวลดลงมากของตลาดหุ้นจีน
เพราะฉะนั้นการถือครองหุ้นจึงถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ซึ่งนั้นก็คือเหตุผลที่เคยนำเสนอและเป็นสิ่งที่สำคัญในการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทย แต่อย่างไรก็ตามการตอบรับต่อข่าวร้ายดังกล่าวเริ่มส่งผลทำให้ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง
ณ จุดนี้การคิดต่อหรือการคิดล่วงหน้าก็คือ ต้องมาพิจารณาว่ามีการตอบรับข่าวร้ายไปหมดแล้วหรือยัง สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น?
โดยส่วนตัวแล้วต้องยอมรับว่ามุมมองของตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 3 เคยประเมินไว้แล้วว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาการสร้างจุดต่ำสุดของปี เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่จะทราบข่าวร้ายพร้อมทั้งการปรับประมาณการลงของนักลงทุนสถาบันต่างๆ
ตัวเลขที่เคยประเมินไว้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 1,375 หรือ 1,400 จุดเป็นอย่างน้อย แต่คาดว่าจุดต่ำสุดของตลาดที่แท้จริงจะไม่ต่ำกว่า 1,300 จุดบวกลบ
กล่าวง่ายๆ ก็คือ จุดต่ำที่มีโอกาสเห็น ถ้าไม่เกิดขึ้นที่ 1,375-1,400 จุด ก็จะเกิดขึ้น 1,300 จุดบวกลบ ซึ่งต้องรอความคืบหน้าในระยะสัปดาห์ ไม่ว่าในเชิงปัจจัยลบว่าจะมีปัจจัยใหม่หรือไม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ในช่วงไตรมาส 4 (แม้มีแผน 3.5 แสนล้านบาท แต่ก็ต้องดูผลลัพธ์)
สำหรับการรอความคืบหน้าในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็ต้องพิจารณาการยืนยันของทฤษฎีคลื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ณ บริเวณจุดต่ำสุดในช่วงกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งเกิดขึ้นแถวๆ 1,400 จุดบวกลบ คาดว่าการดีดกลับเป็นอย่างน้อยน่าจะเกิดขึ้น จึงไม่ใช้เรื่องแปลกอะไรที่จะเกิดการดีดกลับของดัชนีในระยะสั้นและอาจจะกินระยะเวลาระยะสัปดาห์
แต่การประเมินในเชิงทางเทคนิคกรอบการดีดกลับในรอบแรกจะไม่เกิน 1,440-1,450 จุด โดยเฉพาะกรณีไม่ยืนยันจุดต่ำที่ 1,401 จุด การดีดกลับจะไม่ถึงคือ อาจจะขึ้นแค่ 1,420 จุด หรือ 1,433 จุด หรือ 1,440 จุด แล้วลง
ผมคิดว่าสิ่งที่นักลงทุนควรจะทำในระยะสั้น ก็คือสำหรับนักเก็งกำไรก็ควรหาจังหวะในการมอง gap ในระยะสั้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มที่ยังคงมีผลบวกในช่วงไตรมาส 4 หรือปีหน้า เช่น ICT ประเด็น 4จี หรือรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น
แต่สิ่งที่ควรจะเน้นอย่างใกล้ชิดก็คือการเล่นรอบใหญ่ ที่คาดว่าจุดต่ำควรจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 แปลว่า จังหวะในการซื้อน้ำหนักจะอยู่ในช่วงเดือน ส.ค.มากที่สุด!
บทสรุป แม้เราจะมีมุมมองตลาดหุ้นไทยในเชิงลบมาโดยตลอดในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ราคาตลาดของหุ้นมีการปรับตัวลดลงมาก็น่าจะเพียงพอสำหรับการรับข่าวร้ายในช่วงสั้นไปแล้ว และคาดว่าทิศทางในระยะสั้นจะอยู่ในการดีดกลับอย่างน้อยก็ชั่วคราว แต่ความสำคัญจะอยู่ที่ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงเวลาการทำจุดต่ำสุดที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทย?







