
ศก.ชะลอบจ.ระวังลงทุน
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ บจ.ระวังใช้เงินลงทุน TTA ยังเหลือเต็มทั้งจำนวน
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ บจ.ระวังใช้เงินลงทุน TTA ยังเหลือเต็มทั้งจำนวน
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ทยอยรายงานการใช้เงินทุนที่ได้ระดมเงินทุนไปจากตลาดทุนทั้งจากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และการขายหุ้นเพิ่มทุนทั้งแบบเฉพาะเจาะจงและขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งจากการรวมรวบในรายงานการใช้เงินทุนนั้นจะเห็นว่า บจ.ยังคงมีความระมัดระวังในการใช้เงินลงทุนและจะเน้นเฉพาะนำเงินไปชำระหนี้คืนตามที่ได้ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) รายงานว่า เม็ดเงินทุนที่จะได้จากการเพิ่มทุนในปี 2558 ที่มีจำนวน 7,282 ล้านบาท และรวมกับเงินที่ดำเนินการเพิ่มทุนในปีก่อนหน้าทำให้มีเงินจากการเพิ่มทุน 7,313 ล้านบาทนั้น ในระหว่างระยะเวลาตั้งแต่เดือน ม.ค.-30 มิ.ย. 2558 บริษัทยังไม่ได้ใช้เงินทุนที่ได้จากการเพิ่มทุนและยังคงมีเงินเหลือเต็มทั้งจำนวน
ขณะที่บริษัท วินเทจ วิศวกรรม (VTE) ได้มีการเพิ่มทุนโดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 232,294,696 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) ในราคาหุ้นละ 2.05 บาท และขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ในราคาหุ้นละ 2.72 บาท โดยได้รับเงินจากการเพิ่มทุนรวมหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายเท่ากับ 603.38 ล้านบาท นั้นได้นำไปใช้เป็นแล้ว 406 ล้านบาท และยังคงมีเงินคงเหลือ 150 ล้านบาท ซึ่งเงินที่นำไปใช้นั้นใช้เป็นทุนหมุนเวียน 40 ล้านบาท จากแผนที่จะใช้ 87 ล้านบาท และใช้เพื่อการลงทุนตามแผนที่จะใช้ 516 ล้านบาท แต่ใช้ไปจริง 366 ล้านบาท
นายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) เปิดเผยว่าเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนรวม รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,423.3 ล้านบาท บริษัทได้นำเงินไปลงทุนตามแผน รวมเป็นเงิน 2,109.1 ล้านบาท และล่าสุดยังคงเหลือเงินลงทุน 314 ล้านบาท
ทั้งนี้ เงินทุนนั้นนำไปใช้ลงทุนในบริษัทย่อยผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า (พลังงานลม) 340 ล้านบาทลงทุนในบริษัทย่อยผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า (พลังงานชีวมวล) 435.4 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจบริหารจัดการขยะ 130 ล้านบาท ลงทุนในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจลงทุนและบริหารโครงการอื่น 500 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ได้ใช้เงินทุนที่ได้ 2,673 ล้านบาท ไปหมดทั้งจำนวนในการใช้ซื้อหุ้นและแลกหุ้นเพื่อให้ได้สัดส่วนการถือหุ้นในโครงการมหานคร 100% ขณะบริษัท โซลาร์ตรอน (SOLAR) ซึ่งได้เงินจากการขายหุ้นผู้ถือหุ้นเดิม 594 ล้านบาท ได้ใช้เงินไปจำนวน 260 ล้านบาท และยังคงเหลือเงินทุน 334 ล้านบาท ด้านบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) ได้เงินจากการขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 485 ล้านบาทนั้น ได้ใช้เงินในการขยายตู้เติมเงินจำนวน 385 ล้านบาท และใช้เป็นเงินหมุนซึ่งตามแผน 100 ล้านบาท ได้ใช้ไปแล้ว 55 ล้านบาท ยังคงเหลือเงิน 45 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ (NCL) ได้เงิน 171 ล้านบาท ซึ่งตามแผนจะใช้การเพิ่มทุนในการซื้อหัวรถจักร 70 ล้านบาท ซึ่งได้ใช้เพียง 7 ล้านบาท และยังคงเหลือเงิน 63 ล้านบาท และใช้เงินคืนหนี้ตามแผน 51
ล้านบาท ซึ่งได้คืนหนี้หมดทั้ง 51 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงว่า สศค.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี อยู่ที่ 3% ต่อปี หรือยู่ในช่วง 2.5-3.5% จากเดิม คาดว่าจะขยายตัว 3.7% ต่อปี เนื่องจากภาคการส่งออก 6 เดือนที่ผ่านมา ตามกระทรวงพาณิชย์ประกาศติดลบสูงถึง 4.8% ทั้งนี้ สศค.คาดว่าทั้งปีการส่งออกติดลบถึง 4% ต่อปี จากคาดการณ์เดิมขยายตัวเป็นบวก 0.2% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม จีดีพีทั้งปีที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% โดยมีปัจจัยบวกที่ได้จากภาคการท่องเที่ยว ที่ในปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 29.9 ล้านคน จากเดิมมองว่าจะมี 29.4 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 24% นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่จะทำให้ครึ่งปีหลังดีขึ้น รวมถึงโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่จะชัดเจนมากขึ้น เช่น โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาระบบขนส่งทางถนน และอาจกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า อัตราการเติบโตจีดีพีของไทยจะไม่สามารถเติบโตได้ปีละ 5% เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป เพราะมีแนวโน้มจะหดตัวเหลือเพียงปีละ 3% เท่านั้น เนื่องมาจากปัจจัยประสิทธิภาพของแรงงานที่ลดลง







