posttoday
ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจซึม เน้นหุ้นพี/อีไม่เกิน 15 เท่า

ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจซึม เน้นหุ้นพี/อีไม่เกิน 15 เท่า

31 กรกฎาคม 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้จัดงานสัมมนาประจำปี หัวข้อ “จัดพอร์ตลงทุนรับความเสี่ยงครึ่งปีหลัง 2558” เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจโลก ภูมิภาค และประเทศไทย และกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท กับลูกค้าเงินฝากรายใหญ่ (PRIORITY) จาก 3 วิทยากรชั้นนำของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะซึมยาว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น

“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานวิจัย ฉายภาพเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2558 ว่า มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้สภาพคล่องของโลกลดลงและเกิดการผันผวนของเงินหลายสกุล เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้กัน 70-80% ทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปปัญหายังไม่จบ วิกฤตกรีซจะกินเวลาไปอีก 1 ปี และมีโอกาสออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เพราะมีโอกาสเบี้ยวหนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว และแต่ละประเทศขยาดที่จะใช้นโยบายการคลังมากขึ้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน หลังรัฐบาลพยายามสนับสนุนผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนตลาดทุนจนแห่กันไปซื้อหุ้น ปล่อยให้กู้เงินไปซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้น) จนราคาปรับขึ้น 150% และเมื่อมีการเริ่มควบคุมมาร์จิ้นทำให้หุ้นลงแรง มีการห้ามขายหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ตั้งกองทุนพยุงหุ้น

หากทางการจีนคุมไม่อยู่ ธนาคารจีนรับภาระทุกทาง จึงเป็นเรื่องที่จะหยุดการชะลอเศรษฐกิจจีนได้ ซึ่งทางเมอร์ริล ลินช์ พันธมิตรของภัทรมองว่าอาจมีการลดค่าเงินหยวนได้ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนจะส่งออกเงินฝืดให้คนอื่น และจีนก็ยังเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของเศรษฐกิจเอเชียอาจส่งแรงกระเพื่อมต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชียด้วย นอกจากนั้นยังมีผลต่อภาคการท่องเที่ยว และความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ปัจจุบันไทยส่งออกไปจีนทั้งหมด 12% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด และไทยส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน 20% เท่ากับว่าไทยมีการส่งออกไปจีน 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด และยังส่งผลต่อการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์อื่นให้ลดลงไปด้วย

สำหรับเศรษฐกิจไทยจะซึมยาว เพราะปัจจัยบวกไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้อง เพียงแต่จะช่วยลดทอนความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินและการคลังที่จะผ่อนคลายมากขึ้น โดยครึ่งปีหลังมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยอีก 0.25%

ปัจจัยลบนอกเหนือจากกรณีจีนและสหรัฐแล้ว ยังมีเรื่องการประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) อีก ขณะเดียวกันต้องระวังตัวเลขสัญญาณการอ่อนแอต่างๆ เช่น หนี้ที่ลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ 1-2 เดือน ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก ภายใน 3-6 เดือนนี้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียในอนาคตได้ รวมถึงภาวะแล้งที่แม้จะกระทบต่ออัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยเพียง 0.5% เท่ากับเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้อของคนต่างจังหวัดอีก

ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ภัทรได้ปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่อยู่ที่ 3.3% ซึ่งก็หวังว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวได้ตั้งแต่ปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559

“ธีระพงษ์ วชิรพงศ์” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ได้แนะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทยครึ่งปีหลัง ว่า ตั้งแต่ต้นปีประเมินหุ้นสิ้นปีนี้ที่ 1,440 จุด ดัชนีไทยก็เข้าทดสอบระดับนี้แล้ว และตั้งแต่ปี  2556 ต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปแล้ว 2.5 แสนล้านบาท ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอมีหุ้นที่แข็งแกร่งน้อย และราคาหุ้นไทยก็แพง อีกแรงขายของต่างชาติก็ยังต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2558

เมื่อปัจจัยบวกในประเทศไม่ได้มีความแข็งแกร่ง หุ้นไทยอยู่ในระดับที่ราคาแพง ภัทรได้มีการปรับลดอัตรากำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ลดลงมาต่อเนื่อง จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 93 บาท/หุ้น จากต้นปี 2558 ประเมินไว้ที่ 111 บาท/หุ้น และเมื่อสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 120 บาท/หุ้น ขณะเดียวกันตัวเลขเช่นนี้ก็มีลักษณะคล้ายกันทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่ลดลงและส่งผลให้กำไร บจ.ลดลงด้วย

ทั้งนี้ ถ้าไม่มีการปรับประมาณกำไร บจ.ขึ้นในเร็วๆ นี้ กลยุทธ์ในการลงทุนที่ดีที่สุด มองไปยังหุ้นที่มีราคาไม่แพง เน้นรายตัว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับหุ้นการบริโภคภายในประเทศ และแนะนำว่าไม่ควรซื้อหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ไม่เกิน 15 เท่า เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวต่อเนื่องถึงไตรมาส 3

ดังนั้น จึงลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ และกลุ่มค้าปลีก แต่เพิ่มคำแนะนำในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งสวนทางกับตลาด แต่เพราะด้วยมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว น่าจะได้ผลดีหากมีการปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงดีที่สุด คือ ควรเน้นหุ้นที่อัตราการจ่ายปันผลที่สูง

ภัทรคาดการณ์ว่า กำไรของ บจ.ปีนี้จะเติบโตจากปีก่อน 20% โดยครึ่งหนึ่งมาจากฐานที่กำไรที่ต่ำของปี 2557 ที่ได้มีผลขาดทุนจำนวนมาก เช่น บริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) 

“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล แนะนำกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน ว่า ที่ผ่านมาภัทรได้ให้คำแนะนำกับลูกค้าในการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป โดยเน้นลงทุนในประเภทกองทุนและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาในรอบ 6 เดือน ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงจากเรื่องค่าเงินที่ลดลงด้วย แต่หากเทียบกับหุ้นในประเทศกำลังพัฒนารวมถึงไทย ถือว่าถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการเจริญเติบโตที่ช้าลง

ภัทรมีมุมมองว่าหุ้นยังเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น แต่จะค่อนข้างระมัดระวังกับการลงทุนในหุ้นไทย ดังนั้นควรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะที่ผ่านมามีการปรับประมาณการกำไรของ บจ.ขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปที่อยู่ในช่วงที่รอกำไร บจ.มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน หรือตลาดหุ้นสหรัฐที่ต้องรอดูจังหวะเข้าซื้อสะสมได้ แต่ราคาหุ้นยังแพง

ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นถึงปานกลางยังมีความน่าสนใจ เพราะคาดว่า ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ดังนั้นไม่ควรถือพันธบัตรที่มีอายุยาวเกินไป หรืออายุไม่เกิน 3-4 ปี และยังมีมุมมองที่ดีกับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง และให้อัตราผลตอบแทน 7-8% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูง

อย่างไรก็ดี ไม่มีอะไรสำคัญที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการเก็บเงินสดไว้ในมือ เพื่อรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ช่วงภาวะหุ้นไทยที่กำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,400 จุด เช่นนี้ การฟังมุมมองกูรูแต่ละด้านก็เป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยเพื่อจะได้มาสำรวจพอร์ตตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ