posttoday
คิดต่างอย่างกูเกิล

คิดต่างอย่างกูเกิล

31 กรกฎาคม 2558

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การนำธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาพัฒนาต่อยอดจนประสบความสำเร็จนั้นอาจดูไม่ใช่เรื่องยาก เพราะความขลังของชื่อ Google หรือ Youtube ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มเหล่านี้มาสร้างโอกาสให้เกิดรายได้และพัฒนาภาพลักษณ์ให้ทันสมัยเหมาะกับประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อริยะ พนมยงค์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Google ประเทศไทย กล่าวว่า นิยามของกูเกิล (Google) และยูทูบ (Youtube) มีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือเข้าไปค้นหาอะไรก็ต้องเจอ เพียงแต่รูปแบบจะต่างกันคือ อันหนึ่งเป็นช่องทางสำหรับค้นหาข้อมูลหรือที่มาของธุรกิจ ส่วนอีกอันเป็นการค้นหารายการทีวีหรือคลิปวิดีโอที่ต้องการ ซึ่งหัวใจหลักที่จะตอบโจทย์ความสามารถของแบรนด์นั้นอยู่ที่ความตั้งใจของทีมงานที่จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

“ด้วยความที่เราเป็นแพลตฟอร์ม การพัฒนาระบบให้ทันสมัยต่อการใช้งานจึงต้องดูที่พฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย การโต้ตอบ หรือการคลิกเข้าไปดูในเพจต่างๆ เพื่อตอบสนองด้านข้อมูลได้แบบทันท่วงที และต้องเข้าใจลูกค้าว่าต้องการสิ่งใด เช่น บริการในยูทูบนั้นเราต้องพิจารณาด้วยว่าลูกค้าที่เข้ารับชมรายการต่างๆ ต้องการเสพสื่อประเภทใด หนัง เพลง ซีรี่ส์ จากนั้นนำเสนอสิ่งที่เขาชอบมารวมไว้ในหน้าแรก เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจเข้าไปดูได้ทันที” อริยะ กล่าว

พื้นฐานการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือดิจิทัลของคนไทยนั้นเติบโตเร็วมาก ดังนั้นภาคธุรกิจเองต้องปรับตัวตามฐานลูกค้าให้ทัน เพราะถ้ายังไม่ปรับตัวตามเทรนด์ตลาดก็อาจจะพลาดหรือเสียโอกาสการซื้อขายสินค้ากับกลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ไป

อริยะ ยังกล่าวอีกว่า จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่มีกว่า 45 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการเข้าใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน นั่นแสดงให้เห็นว่าคนไทยใช้งานมือถือในการตัดสินใจหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของการซื้อขายสินค้าและการเชื่อถือในข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ มากพอๆ กับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ

หากผู้ประกอบการภาคธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่ยังไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของอินเทอร์เน็ต หรือนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของภาครัฐ นั่นแสดงว่าได้ทิ้งโอกาสในการซื้อขายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ไป เพราะต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดซื้อขายสินค้าและบริการในไทยนั้น เพราะเขาเห็นศักยภาพในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ที่จะสามารถสร้างรายได้กลับไปยังต่างประเทศอย่างมหาศาล

“หากผู้ประกอบการในไทยยังมองข้ามและคิดว่าอีก 2-3 ปีค่อยทำยังไม่สายนั้น เป็นความคิดที่ผิด ถ้าต้องรอไปถึงวันนั้นจะเสียโอกาส จากจำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งหมดที่มีกว่า 3 ล้านรายในไทย ยังมีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่สามารถเข้ามาอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ตและทำการซื้อขายสินค้ากับต่างชาติได้ และยังขาดอีกกว่า 90% ที่ยังไม่ตระหนักใช้งานไอทีอย่างจริงจัง” อริยะ กล่าว

ภาคธุรกิจยังคงเข้าใจในเรื่องของดิจิทัลอีโคโนมีผิด เพราะมองแค่ว่าเป็นเรื่องของอีคอมเมิร์ซหรือการซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์เท่านั้น ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการสื่อสารด้วยการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น ผู้บริหารต้องรู้จักใช้งานให้เป็นและพัฒนาออกมาให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและสร้างความคุ้นเคยแก่ลูกค้า

ในอนาคตจะเห็นเทรนด์ที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ หรือ IOT นั่นคือ ตู้เย็น จะสื่อสารกับผู้ใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นว่า ตอนนี้อาหารที่อยู่ในตู้มีอะไรบ้าง เมื่อขาดเหลือสิ่งใดตู้เย็นก็จะมีระบบแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งาน จากนั้นก็สามารถเข้าแอพพลิเคชั่นของธุรกิจค้าปลีก เพื่อสั่งซื้อสินค้าไปยังแอพของร้านค้าได้เลย จากนั้นก็จะมีการจัดส่งสินค้าที่ต้องการมาที่บ้านทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินห้างอีกแล้ว

“การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ถือว่าเป็นโอกาสทำธุรกิจของกลุ่มสตาร์ทอัพซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความเข้าใจและรู้จักใช้งานเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาออกมาเป็นบริการตอบสนองการใช้งานของคนทั่วไป ต้องยอมรับว่าคนไทยมีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่นมากกว่า โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาหารายได้มากกว่าเป็นฝีมือจากคนไทยเอง ซึ่งความสามารถของคนกลุ่มนี้ขาดการสนับสนุนที่ดี หากภาครัฐวางแผนรองรับธุรกิจของคนกลุ่มนี้ ก็จะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศอีกมหาศาล” อริยะ ให้ความเห็น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท