
กสิกรไทยรับเอสเอ็มอียุคนี้อ่วมหนักกว่าช่วงน้ำท่วม
กสิกรไทย ยอมรับ ลูกค้าเอสเอ็มอียังไม่ฟื้น เสี่ยงเอ็นพีแอลทะลุ 3% แม้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า
กสิกรไทย ยอมรับ ลูกค้าเอสเอ็มอียังไม่ฟื้น เสี่ยงเอ็นพีแอลทะลุ 3% แม้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปีนี้สถานการณ์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เหนื่อยหนักที่สุดในรอบหลายปี ยิ่งกว่าช่วงที่ประเทศไทยเจอปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 เพราะหลังน้ำท่วมเอสเอ็มอีก็กลับมาขายเป็นปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้มีปัจจัยลบที่สะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ทำให้เอสเอ็มอีอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ยอมรับว่าคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีแย่ลง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขยับขึ้นเป็น 2.92% จาก 2.56% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว และทั้งปีเอ็นพีแอลปีนี้มีโอกาสสูงเกิน 3% จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนในครึ่งปีหลัง ซึ่งธนาคารจะควบคุมทุกวิถีทาง ทั้งการติดตามหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นเอ็นพีแอล รวมทั้งการขายหนี้และขายหลักประกันออกไป
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วง คือ ลูกค้าขอสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (โอดี) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ไม่ได้ เช่น มีบางรายบอกเหตุผลจะนำไปซื้อวัตถุดิบ แต่ความจริงนำเงินไปซื้อที่ดิน ทำให้เงินจมและเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อโอดีเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยมีลูกค้าที่ใช้โอดี 58% ของลูกค้าทั้งหมด
"ทุกคนต้องการโอดี เพราะไม่มีบังคับเรื่องวัตถุประสงค์และไม่มีหลักประกัน ตอนที่ขอ เขาก็บอกเราอย่างหนึ่ง แต่ถึงเวลาเขานำไปใช้อย่างหนึ่ง ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ ต้องโทษตัวเองว่า โง่ เองที่ไปเชื่อ จึงกลับมาสู่ที่การคัดกรองการให้สินเชื่อลูกค้าที่รัดกุมมากขึ้น" นายพัชร กล่าว
นายพัชร กล่าวว่า ยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารในช่วงครึ่งปีแรก เติบโต 4% จากพอร์ตสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท เติบโตจากการเบิกใช้วงเงินของลูกค้าเดิมเพื่อนำไปหมุนเวียนธุรกิจ ขณะที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ติดลบ 6% เนื่องจากไม่มีการขยายกำลังการผลิตหลังความต้องการซื้อลดลง โดยสิ้นปีตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตไม่เกิน 6% คิดเป็นยอดคงค้างราว 5.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่มีทั้งการลดดอกเบี้ย การพักชำระเงินต้นตั้งแต่ 3-12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องนั้น ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ในความช่วยเหลือคิดเป็นวงเงิน 7-8 หมื่นล้นบาท เพราะมีลูกค้าขอเข้ารับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และบางรายครบกำหนดแล้วแต่ยังไม่แข็งแรงก็ขอยืดระยะเวลาความช่วยเหลืออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีกลุ่มเกษตร
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าส่วนมากเมื่อครบกำหนดและออกจากโครงการ แม้จะไม่แข็งแรง แต่ก็พยายามหาเงินมาชำระหนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้เงินเก็บของตัวเอง กู้จาธนาคารอื่น เบิกเงินจากบัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งเอาสต็อกไปขาย เพื่อรักษาเครดิตของตัวเองไว้ แต่หลายรายไปไม่ไหว ต้องยอมกลายเป็นเอ็นพีแอล และเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้
นายพัชร กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาล มองว่า อยากให้ช่วยด้านเพิ่มความสามารถในการทำกำไร หรือขยายตลาดเพิ่มยอดขายจะตรงจุดกว่า ซึ่งมาตรการที่ออกมาในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นด้านสภาพคล่อง ทั้งการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี หรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อปล่อยกู้เอสเอ็มอี
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรก ยังไม่มีปัจจัยบวกที่จะเสริมความสามารถในการขายสินค้าให้เอสเอ็มอี แต่ที่น่าจะดีขึ้น คือ เมื่อมุมมองเศรษฐกิจในอนาคตไม่ดีขึ้น ทำให้ลูกค้าสต็อกสินค้าลดลง และมีการนำเงินไปใช้ซื้อสินทรัพย์เก็งกำไรน้อยลง ทำให้ความเสี่ยงด้านสินเชื่อและเอ็นพีแอลลดลง







