
‘เคียวอิจิ ทานาดะ’ บิ๊กโตโยต้า ยังเชื่อมั่นในวันที่ไทยไม่เติบโต
ตกเป็นเป้าสายตาทันทีสำหรับประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโตโยต้า ระดับโลก สำหรับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย)
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ตกเป็นเป้าสายตาทันทีสำหรับประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโตโยต้า ระดับโลก สำหรับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ที่ยอดจำหน่ายในปีนี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ
เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลส์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้บริหารระดับภูมิภาคอาเซียนรวมถึงตะวันออกกลาง โดยมีประเทศในความดูแลกว่า 40 ประเทศ กล่าวว่า หลังจากที่โตโยต้า ประเทศไทย มียอดขายครึ่งปีลดต่ำลงกว่า 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรืออยู่ที่ 123,125 คัน เหล่านานาประเทศได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยถามไถ่ เมื่อประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมีอัตราเติบโตสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่สร้างสถิติใหม่ในปี 2557 อยู่ที่ 1.2 แสนคัน รองลงมาเป็นประเทศเวียดนาม ที่สร้างสถิติใหม่อยู่ที่ 5 หมื่นคัน ตามมาด้วย สปป.ลาว สร้างสถิติใหม่อยู่ที่ 1.3 หมื่นคัน รวมถึงกัมพูชาและเมียนมา ที่ได้สร้างสถิติใหม่เช่นกัน
“ทุกประเทศส่วนใหญ่เข้าเป้าหมายตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด ยกเว้นประเทศไทยประเทศเดียว แต่ถึงแม้เป็นเช่นนั้น ขอยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญ และบริษัทพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นและมั่นใจในความพร้อมการลงทุน เช่นเดียวกันกับการที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี”
แม้ในปี 2558 ตลาดในประเทศไทยจะชะลอตัวจากการปรับประมาณการภาพรวมตลาดรถยนต์ใหม่ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 8 แสนคัน และอาจตกต่ำสุดที่จากต้นปีอยู่ที่ 9.2 แสนคัน และเชื่อว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกมากกว่า 1 ปี และอาจจะต้องอดทนรอให้ผ่านพ้นช่วงดังกล่าวอีก 2-3 ปี เพื่อให้ตลาดฟื้นตัวกลับมามียอดขายเทียบเท่า 2-3 ปีก่อนที่ระดับ 1 ล้านคัน
ดังนั้น บริษัทยังคงยืนยันว่ากำลังการผลิตสูงสุดที่ 7.7 แสนคัน/ปี ของทั้ง 3 โรงงานประเทศไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่มีการปรับลดกำลังการผลิตหรือการปลดพนักงาน และยังเพิ่มพนักงานอีกกว่า 1,000 อัตรา เพื่อเสริมกำลังการผลิตโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ให้สูงขึ้นรองรับการส่งออก
ทานาดะ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดในประเทศไทยจะลดลง ทำให้บริษัทต้องปรับลดเป้าหมายของบริษัทให้สอดคล้องลงเหลือ 2.8 แสนคัน จากต้นปีคาดว่าจะขาย 3.3 แสนคัน แต่บริษัทยังคง
เป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 3.9 แสนคัน เพื่อรักษายอดขายของบริษัทไว้ โดยเน้นการส่งออกทดแทนตลาดในประเทศ
หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอยู่ในระดับ 8 แสนคัน ซึ่งในปีนี้มองว่าน่าจะน้อยกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน โดยคิดว่าปีนี้เป็นปีที่ไม่ง่ายที่จะถึงเป้าหมายดังกล่าว และเป็นปีที่ยากที่สุดของตลาดรถยนต์ และยากที่สุดในการบริหารงานในตำแหน่งที่มาดูแลประเทศไทยตลอดระยะเวลา 6 ปี ซึ่งคงจะต้องฝากความหวังไว้ที่การส่งออก
พร้อมกันนี้ โครงการอีโคคาร์เฟส 1 ที่มีกระแสข่าวว่าหลายบริษัทยื่นขอผ่อนผันกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หลังจากที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะไม่สามารถผลิตครบ 1 แสนคัน ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี ซึ่งบริษัทยืนยันว่า
“เราจะไม่ร้องขอ เพราะเรามั่นใจในผลิตภัณฑ์โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์ของเรา ยังได้รับการตอบรับที่ดีอยู่ และในขณะนี้คงยังไม่ต้องเร่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเสริมทัพ เพราะไม่รู้ว่าเปิดตัวรุ่นใหม่ในตอนนี้มาแล้วจะดีหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจยังชะลอตัวอยู่ แต่ในอนาคตจะมีการแนะนำรุ่นใหม่ออกมาแน่เมื่อพร้อม”
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดในประเทศได้นั้น รัฐบาลต้องออกมาเบิกจ่ายงบประมาณการใช้จ่ายการลงทุนให้เยอะเพื่อส่งเสริมตลาด หรือการออกมาสนับสนุนให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างมีกำไรดังเช่นในหลายประเทศ ที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ได้ เนื่องจากเป็นภาพใหญ่ที่มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเยอะ และพนักงานจำนวนมาก จากนั้นจะทำให้พนักงานมีรายได้ เงินก็จะหมุนเวียนในระบบ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ก็มาขึ้นภาษีกับบริษัท สุดท้ายรัฐก็จะอยู่ได้ในที่สุด
ส่วนการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการถือครองรถยนต์ในโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกจาก 5 ปี เหลือ 3 ปี อยากให้มองว่า ถ้าลดลงเหลือ 3 ปี แล้วลูกค้าอยากเปลี่ยนรถจริงก็น่าจะเป็นประโยชน์ แต่จากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ซึ่งมองว่า 3 ปีนั้น คงเร็วไปที่จะเปลี่ยนรถใหม่ จึงคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะลดเงื่อนไขลงมา
ทานาดะ กล่าวทิ้งท้ายว่าเมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปได้ ประเทศไทยจะกลับมาเป็นประเทศที่ช่วยพยุงประเทศอื่นให้เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งในเวลานี้ปัจจัยบวกเดียวที่มีคือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลง ทำให้การส่งออกสามารถทำราคาพิเศษ ดันให้ยอดขายเพิ่มได้







