
ไอแบงก์เร่งสางทุจริตลุยสอบ 14 คดีใหญ่
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เป็นหนึ่งในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงมาก ล่าสุดคาดว่าจะมีกว่า 5.19 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 49.41% ของสินเชื่อคงค้าง 1.05 แสนล้านบาท
นอกจากปัญหาหนี้เสียแล้วผู้บริหารใหม่ของไอแบงก์ยังพบปัญหาการทุจริตทำให้เกิดความเสียหายอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานคณะกรรมการไอแบงก์ได้เรียกผู้บริหารประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่ทำให้ธนาคารเสียหาย มีทั้งสิ้น 14 เรื่อง โดยอยู่ระหว่างพิจารณาบทลงโทษ 5 ราย แบ่งเป็นผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ 1 ราย และระดับผู้อำนวยการฝ่าย 4 ราย ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับสินเชื่อของธนาคาร
ทั้งนี้ ไอแบงก์ได้สรุปผลไปแล้ว 3 เรื่อง และให้ผู้อำนวยการฝ่ายออก 1 ราย ในข้อหาปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาระหนี้ของตน ส่วนอีก 2 เรื่องพิจารณาแล้วพบว่าไม่มีมูล จึงไม่มีความผิด
สำหรับ 14 เรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบสวน แบ่งเป็น เรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ 8 เรื่อง คือ 1.ผู้บริหารปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาระหนี้ของตน 2.ผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้บริหารกับบริษัทภายนอก 3.การลาออกของผู้บริหารเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ 4.การให้ข่าวสารโดยไม่มีอำนาจ 5.รายได้ค่านายหน้าประกัน 6.เอกสารนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการอยู่ในการครอบครอง 7.โครงการผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต (I-Card) และ 8.โครงการบริษัท อะมานะฮ์ ฮัจย์และอุมเราะห์
ส่วนอีก 6 เรื่อง เป็นอำนาจของรักษาการผู้จัดการ ได้แก่ 1.ส่งมอบบัตรเอทีเอ็มและรหัสให้บุคคลที่ไม่ใช่ลูกค้า 2.การออกแคชเชียร์เช็ค 40 ล้านบาท เพื่อปลดจำนองที่ไม่เป็นไปตามระเบียบธนาคาร 3.ออกหนังสือค้ำประกันโดยไม่มีอำนาจ วงเงิน 60 ล้านบาท 4.ความล่าช้าในกระบวนการเข้าใช้พื้นที่บนอาคารแห่งหนึ่ง 5.เอ็นพีแอลของโครงการสินเชื่อเอ็มเอสเอ็มอีเพิ่มสูงถึง 80% และ 6.สินเชื่อที่สร้างความเสียหายแก่ธนาคารจำนวน 20 ราย
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ มูลค่าการลงทนกว่า 200 ล้านบาท คือ โครงการบัตรเครดิต ที่ธนาคารจัดซื้อทั้งระบบ โดยว่าจ้างบริษัท บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี เป็นที่ปรึกษาในการวางระบบ มูลค่า 100 ล้านบาท และจ้างพีอาร์มาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งจัดซื้อจัดจ้างระบบไอทีและคอมพิวเตอร์ มูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งแม้จะเสนอให้คณะกรรมการอนุมัติเมื่อปี 2553 แต่กลับมีการดำเนินการก่อนได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ถือว่าขัดหลักปฏิบัติที่กำหนดว่า ก่อนที่ไอแบงก์จะเพิ่มผลิตภัณฑ์จะต้องขออนุญาตกระทรวงการคลังก่อน และจนถึงบัดนี้ โครงการดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ จะดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายอีกจำนวน 20 ราย ซึ่งเป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าตรวจสอบ และพบว่ามีปัญหาเกี่ยวพันการทุจริตด้านการปล่อยสินเชื่อ นอกจากการดำเนินคดีกับลูกหนี้แล้วยังตรวจสอบพบว่ามีพนักงานไอแบงก์เข้าเกี่ยวข้องด้วย ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ผู้อำนวยการ ในยุคปัจจุบัน ไปจนถึงอดีตผู้บริหารของธนาคาร ทั้งนี้ หากการสอบสวนพบว่าบุคคลเหล่านี้มีความผิดจริง ธนาคารก็จะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ มนต์ชัย รัตนเสถียร รักษาการผู้จัดการไอแบงก์ ได้เปิดเผยว่า ธนาคารได้ว่าจ้างที่ปรึกษาด้านกฎหมายเข้ามาดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิด หรือทุจริตที่ทำให้ธนาคารเกิดความเสียหาย โดยกล่าวยอมรับว่า จากที่เข้าตรวจสอบ มีลูกหนี้ที่มีความเกี่ยวโยงกับหลายฝ่ายเป็นจำนวนมาก เป็นปัญหาที่แก้ยาก เข้าไปตรวจสอบค่อนข้างยาก แต่ยืนยันจะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดเพราะกังวลสถานะของธนาคาร
ขณะเดียวกัน ปริมาณเอ็นพีแอลที่อยู่ในระดับสูงของไอแบงก์ ส่งผลให้ความสามารถในการหารายได้ของธนาคารลดลง โดย 5 เดือนแแรกของปีนี้ ไอแบงก์ยังมีผลขาดทุนสูงถึง 5,720 ล้านบาท ส่งผลให้เงินทุนของธนาคารติดลบ 1.45 หมื่นล้านบาท และมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ติดลบถึง 21.69% ในขณะที่มีสินทรัพย์ 9.8 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเงินฝากที่มี 1.06 แสนล้านบาท







