posttoday
กางทางรอดธุรกิจ หลังเปิดเสรีอาเซียน

กางทางรอดธุรกิจ หลังเปิดเสรีอาเซียน

30 กรกฎาคม 2558

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีทั้งโอกาสและความท้าทายเข้ามาสู่ภูมิภาค ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติก็หวังที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากอาเซียน ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการแข่งขัน

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีทั้งโอกาสและความท้าทายเข้ามาสู่ภูมิภาค ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติก็หวังที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากอาเซียน ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการแข่งขัน

ชนินท์ ว่องกุศลกิจ กรรมการ บริษัท บ้านปู กล่าวภายในงานสัมมนา หัวข้อ “Opportunities and Challenges of AEC Regional Integration” ว่า การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละบริษัท บางบริษัทออกไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาตลาด ทำการค้า และการตลาด บางบริษัทออกไปต่างประเทศเพื่อไปแสวงหาทรัพยากร เพิ่มการผลิต และบางบริษัทออกไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาความร่วมมือ ลดต้นทุน และหาแรงงานเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า

ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจที่จะขยายธุรกิจในอาเซียน จำเป็นต้องหาจุดแข็งของตัวเองให้ได้ แล้วนำความแข็งแกร่งดังกล่าวออกไปแข่งขันในเวทีระดับสากล

“การหาพันธมิตรทางธุรกิจบางครั้งก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะบางครั้งพันธมิตรก็นำปัญหามาให้บริษัท หากต้องการไปทำธุรกิจในอาเซียน จะต้องจำกฎสำคัญ คือ การหาบุคคลที่ไว้ใจได้ สามารถให้คำปรึกษา และพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน” ชนินทร์ แนะนำ

ขณะเดียวกัน การจัดการภายในบริษัทในเรื่องการจัดการทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการส่งบุคลากรไปทำงานในต่างประเทศขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศด้วย บางประเทศใช้วิธีการส่งคนไทยไปทำงานร่วมกับพนักงานท้องถิ่น บางประเทศใช้พนักงานท้องถิ่นทั้งหมด

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ กฎหมายของแต่ละประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ดังนั้นภายในบริษัทจำเป็นต้องมีนักกฎหมายให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจ

สำหรับความท้าทายของอาเซียน คือ การที่แต่ละประเทศยังมีนโยบายอุดหนุน และปกป้องธุรกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในมุมมองของเอกชน ส่วนข้อดีของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน คือ การบรรยากาศการค้า การลงทุนที่จะเปิดกว้างมากขึ้น

ยูจีน ลิม หุ้นส่วน เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ (ประเทศสิงคโปร์) กล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น โดยการลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะบริษัทญี่ปุ่นยังคงมองหาลู่ทางขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแผนในการพัฒนาธุรกิจ

ทั้งนี้ อาเซียนเป็นแหล่งการลงทุนที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ เนื่องจากมีแรงงานชนชั้นกลางเติบโต และเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีความคุ้นเคยอยู่ในภูมิภาคอาเซียนมานาน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติอีกจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับอาเซียน โดยเฉพาะนักลงทุนจีนที่เริ่มมองหาแหล่งการลงทุนในอาเซียน เช่น การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในไทย เวียดนาม และมาเลเซีย การที่จีนเริ่มออกมาลงทุนในต่างประเทศนั้นเกิดจากนโยบายใหม่ของจีนที่ต้องการจะเชื่อมโยงจีนกับยุโรป แอฟริกาใต้ จึงทำให้อาเซียนเป็นที่สนใจในสายตาของนักลงทุนจีน

ผลจากนโยบายการเชื่อมโยงต่างๆ ของจีน ทำให้จีนจะมาทำการค้า การลงทุน และพยายามเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียนมากขึ้นในทุกด้าน

“ผู้ประกอบการที่จะเข้าไปลงทุนในอาเซียน ต้องมองถึงความหลากหลายของตลาด เพราะอาเซียนมีทั้งตลาดระดับสูงอย่างประเทศสิงคโปร์ ตลาดที่เป็นแหล่งการผลิต เช่น ไทย มาเลเซีย ตลาดที่เป็นแหล่งแรงงาน เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งคนที่มุ่งหวังจะเข้าไปขายสินค้าต้องดูว่าจะขายสินค้ากลุ่มไหน หรือมีกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เพื่อที่จะเลือกเจาะตลาดได้อย่างเหมาะสม”

สรชน บุญส่ง หุ้นส่วน เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในส่วนของกฎหมายอาเซียน ยังต้องใช้เวลาในการปรับให้สอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันกฎระเบียบของแต่ละประเทศยังคงแตกต่างกันมาก

ทั้งนี้ มีความพยายามที่จะปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่น ธุรกิจการเงิน ซึ่งอย่างน้อยจะพยายามปรับร่วมกันในบางประเทศ หรือมีการปรับกฎระเบียบในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) สำหรับการเข้าสู่ตลาดของนักลงทุนต่างชาติ จากปัจจุบันที่นักลงทุนยังคงต้องยึดกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ ทำให้ยังไม่มีมาตรฐานเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ