posttoday
หลักการพิจารณาเลือกซื้อ LTF

หลักการพิจารณาเลือกซื้อ LTF

30 กรกฎาคม 2558

สวัสดีครับ คงมีหลายท่านที่ทยอยซื้อ RMF และ LTF กันไปแล้วตามจังหวะหุ้นที่ตกเรื่อยๆ ทุกวัน จนชักจะไม่แน่ใจว่าที่ซื้อไปตกลงแพงหรือถูกกันแน่ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครคาดการณ์กันได้ แต่ถ้าเราต้องลงทุนระยะยาว ก็อย่าไปซีเรียสกับจังหวะการซื้อมากเลยครับ สำคัญคือ เรามาเลือกซื้อกองทุน  LTF ให้ถูกตัวกันดีกว่า ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ LTF มีดังนี้ครับ

สวัสดีครับ คงมีหลายท่านที่ทยอยซื้อ RMF และ LTF กันไปแล้วตามจังหวะหุ้นที่ตกเรื่อยๆ ทุกวัน จนชักจะไม่แน่ใจว่าที่ซื้อไปตกลงแพงหรือถูกกันแน่ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครคาดการณ์กันได้ แต่ถ้าเราต้องลงทุนระยะยาว ก็อย่าไปซีเรียสกับจังหวะการซื้อมากเลยครับ สำคัญคือ เรามาเลือกซื้อกองทุน  LTF ให้ถูกตัวกันดีกว่า ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ LTF มีดังนี้ครับ

๐ นโยบายการลงทุนของกองทุน LTF หากสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้สูง ก็เลือก LTF ที่ลงทุนในหุ้นเยอะๆ แต่หากไม่ต้องการเสี่ยงมาก ต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอย่างเดียว ก็เลือกกองทุนที่ลงทุนในหุ้นน้อยๆ จ่ายปันผลเยอะ หรือเลือก LTF ที่มีการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนในหุ้นได้

๐ ค่าธรรมเนียมของกองทุน โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมของกองทุนจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

- ค่าธรรมเนียมที่คิดจากผู้ถือหน่วยลงทุน โดยคิดตามร้อยละของมูลค่าหน่วยลงทุนเมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนมีการทำธุรกรรมเหล่านั้น เช่น ค่าธรรมเนียมขาย ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน และค่าธรรมเนียมการโอนหน่วยลงทุน ฯลฯ

- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน โดยคิดเป็นร้อยละของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเช่นกัน เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน และค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ฯลฯ

ค่าธรรมเนียมคือค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่าย ทำให้ผลตอบแทนที่เราควรจะได้ต้องลดน้อยลง เช่น กองทุนที่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนต่ำ ก็จะมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนที่เราควรจะได้มีมากขึ้น (กรณีปัจจัยอื่นๆ เหมือนกัน เช่น ฝีมือผู้จัดการกองทุนเท่ากัน เป็นต้น) หรือกองทุนที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมขายหรือรับซื้อคืน ก็ทำให้เงินลงทุนของเราเกิดดอกออกผลเต็มที่ ดังนั้นเราควรเลือกซื้อกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่คิดจากกองทุนหรือคิดจากผู้ถือหน่วยลงทุน แต่การดูค่าธรรมเนียมดังกล่าวต้องดูให้ละเอียดและดูให้ยาวๆ เช่น เราอาจเลือกซื้อกองทุนที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมขายและรับซื้อคืน แต่ไม่ได้ดูว่ากองทุนดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมการโอนที่สูงมาก หากเราเลือกกองทุนนั้น ก็อาจทำให้เราขาดสภาพคล่องที่จะโอนกองทุนเพื่อความเหมาะสมได้

๐ ความสะดวกในการซื้อขาย เนื่องจาก LTF (โดยเฉพาะ RMF) เป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นเราจึงควรเลือกซื้อกองทุนที่ให้ความสะดวกในการซื้อขายมากที่สุด ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดของประเทศ หากต้องการซื้อ ก็น่าจะซื้อได้ หรือหากอยากจะขาย ก็ต้องขายได้ง่าย ปัจจัยที่แสดงถึงความสะดวกในการซื้อขาย เช่น ตัวแทนจำหน่ายของกองทุนนั้นมีมากน้อยแค่ไหน สามารถซื้อขายผ่าน ATM หรือ Internet ได้หรือไม่ เป็นต้น

๐ ผลการดำเนินงานของกองทุนเป็นอย่างไร ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนประเภทเดียวกันในตลาดหรือไม่ ซึ่งหากจะเทียบต้องเทียบกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่านั้น เช่น  ถ้าจะเปรียบเทียบ LTF ที่เน้นลงทุนในหุ้น ก็ต้องเทียบกับ LTF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเท่านั้น และผลการดำเนินงานต้องดีกว่าผลตอบแทนของเกณฑ์มาตรฐาน กองทุนแบบไหน เกณฑ์มาตรฐานเป็นอะไร สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (www.aimc.or.th) และต้องเทียบผลการดำเนินงานในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น กองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดี ควรเป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานและกองทุนประเภทเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่กองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด แต่ดีแค่ปีเดียว ปีถัดมาแย่ อย่างนี้ไม่แนะนำ เพราะผลการดำเนินงานที่ดีอาจมาจากโชคช่วย ไม่ใช่ฝีมือ)

๐ พอร์ตหรือรายงานสถานะการลงทุนของกองทุน คือ สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ของกองทุน เนื่องจากการลงทุน คือ การคาดหวังผลตอบแทนในอนาคต ผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่กองทุนทำในปัจจุบัน คือ พอร์ตของกองทุนนั้นเอง โดยเราต้องพิจารณาว่ากองทุนลงทุนในหลักทรัพย์อะไร และหลักทรัพย์นั้นมีแนวโน้มของผลตอบแทนในอนาคตอย่างไร หรือภาวะเศรษฐกิจ หรือกฎหมายที่ออกใหม่มีผลกระทบกองทุนอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากเราประเมินแล้วเห็นว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มดี เราก็ควรเลือกกองทุนที่มีการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มาก เป็นต้น

๐ ขนาดของกองทุน ควรเลือกกองทุนที่มีขนาดใหญ่สักหน่อย (น่าจะขนาดซักประมาณ 500 ล้านบาทขึ้นไป) เพราะกองทุนที่มีขนาดใหญ่จะสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้มาก เลือกลงทุนในหลักทรัพย์ได้หลายตัว นอกจากนี้ในเรื่องค่าใช้จ่ายของกองทุนต่อหน่วยก็จะถูก จากการที่กองทุนจะค่าใช้จ่ายที่คงที่อยู่ คือ เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ขึ้นกับขนาดของกองทุน เช่น ค่าลงประกาศ NAV ในหนังสือพิมพ์ หรือค่าผู้สอบบัญชี ฯลฯ หากกองทุนมีขนาดเล็ก ค่าใช้จ่ายคงที่เหล่านี้เมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหน่วยก็จะสูง แต่ขนาดกองทุนที่ใหญ่เกินไป (เช่น มากกว่า 10,000 ล้านบาท) ก็จะอุ้ยอ้าย การปรับพอร์ตการลงทุนก็จะทำได้ช้า ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้เร็วเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องปรับตัว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ