
ปูนใหญ่ปลุกเชื่อมั่น
ปูนซิเมนต์ไทยโชว์กำไรสูงเกินคาด เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนคืนมาได้ หนุนหุ้นบวก 9 จุด
ปูนซิเมนต์ไทยโชว์กำไรสูงเกินคาด เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนคืนมาได้ หนุนหุ้นบวก 9 จุด
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยผลกำไรไตรมาส 2 ปี 2558 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยทำได้จำนวน 13,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,346 ล้านบาท หรือ 62% และ 6 เดือนกำไรสุทธิ 24,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,037 ล้านบาท คิดเป็น 47% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ด้านคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 7.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,000 ล้านบาท โดยจ่ายจากกำไรที่เสียภาษีในอัตรา 23% ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้ 1 เท่ากับเงินปันผลคูณ 23/77 โดยบริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท SCC คาดว่ากำไรสุทธิในปีนี้จะทำได้สูงกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในปีนี้จะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และปีนี้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (สเปรด) ปิโตรเคมีเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากปีก่อน 682 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่บริษัทยังคงเป้ายอดขายปีนี้ที่ 4.87 แสนล้านบาท ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังเชื่อว่ายอดขายจะเติบโต และกำลังผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศจะดีขึ้น รวมทั้งความต้องการปูนซีเมนต์ที่คาดว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตสูงถึง 5-6% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 0% หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการพลิกกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 หลังจากหดตัวติดต่อกันมา 3 ไตรมาส จึงประเมินว่าทั้งปีนี้ความต้องการใช้ปูนจะเติบโตได้ราว 3%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ระบุว่า ผลการดำเนินงาน SCC ออกมามากกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการคาดไว้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด และแนะลงทุนหุ้นปลอดภัยโดยเฉพาะหุ้นปันผลสูงกว่า 5-7.5% ในปี 2558-2559 และผลการดำเนินงานมีความมั่นคงสูงอย่าง TRUEIF, BTSGIF, TREIT, INTUCH, ADVANC เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากการประมูล 4จี เดือน พ.ย.นี้ด้วย
ขณะที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) แม้ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ด้วยแนวโน้มสเปรดของโอเลฟินส์สูง, แนวโน้มการเติบโตกำไรกว่า 60% ปีนี้, และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.3-6.1% ในปี 2558-2559 จึงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 82 บาท
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ คาดกำไร SCC ในไตรมาส 2 เพียง 1.04 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน ขณะที่ Consensus คาดกำไร 1.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน
บริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) แจ้งว่า ไตรมาส 2 ปี 2558 มีกำไรสุทธิ 2,295 ล้านบาท ลดลง 509 ล้านบาท คิดเป็น 18% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,804 ล้านบาท และรวมครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,478 ล้านบาท ลดลงจำนวน 632 ล้านบาท หรือประมาณ 12% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,110 ล้านบาท
สำหรับกำไรสุทธิที่ลดลงในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการ ลดลง 13.4% หรือจากจำนวน 38,275 ล้านบาท เหลือจำนวน 33,130.1 ล้านบาท เพราะการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ของบริษัท โกลว์ ไอพีพี ภายใต้สัญญาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จำนวน 4,492.6 ล้านบาท ลดลง 41.5% จากจำนวน 7,685 ล้านบาท เพราะปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ลดลง 47.4% จากจำนวน 2,563 กิกะวัตต์ชั่วโมง เป็นจำนวน 1,348 กิกะวัตต์ชั่วโมง อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่อ่อนลง ส่งผลในทางบวกต่อค่าความพร้อม ส่วนต้นทุนขายลดลง 14.9% เป็น 25,052.7 ล้านบาท จากจำนวน 29,437.2 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 29 ก.ค. ผันผวน ช่วงเปิดสวยงามตามตลาดต่างประเทศ ระหว่างวันทำเสียวหลุด 1,400 จุด ลงไปต่ำสุดที่ 1,401.06 จุด ก่อนเด้งแรงในช่วงบ่าย มาปิดที่ระดับ 1,417.49 จุด บวก 9.42 จุด หรือ 0.67% โดยนักลงทุนต่างชาติยังขายออกอีก 1,352 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศพลิกมาซื้อคืนจำนวน 1,842 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรมผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ดัชนีหุ้นฟื้นตัวตามสัญญาณเทคนิค หลังจากปรับตัวลดลงเร็วและแรงในช่วง 10 วันทำการที่ผ่านมาร่วง 82 จุด ถือว่าตอบรับปัจจัยลบต่างๆ ไปพอสมควร แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง เนื่องจากภาคการส่งออกย่ำแย่ การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย การกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายของภาครัฐยังคงล่าช้า จนหลายฝ่ายต่างออกมาปรับลดประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลงต่ำกว่า 3% และปรับลดผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนผ่านกำไรต่อหุ้นลง
ทั้งนี้ ต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 29 ก.ค. โดยคาดว่าเฟดน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปีนี้ อย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.ย. และคาดหวังว่าเฟดจะส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นต่อทิศทางดอกเบี้ย เพราะจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุน







