
โรงเรียนกวดวิชา 'มายาหรือจำเป็น'
อีกโมเดลธุรกิจที่ตอบรับกลุ่มเป้าหมายที่ไร้เดียงสาที่สุด คือ “เด็กนักเรียน” เหตุจากความต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาดีๆ ทำให้ “นักการตลาดการศึกษา” มองเห็นช่องทางทำเงินมหาศาลจากความต้องการ “เอนทรานซ์หรือแอดมิชชั่น” เข้าสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ด้วยโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “กวดวิชา” จาก “ติวเตอร์” ที่ผุดขึ้นมาในสังคมอย่างกับดอกเห็ด มีการศึกษาวิจัยมากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอนนอกโรงเรียนพบว่าเด็กไทยเรียนหนังสือกันมากมาย แต่กลับทำข้อสอบได้คะแนนต่ำลงๆ
อีกโมเดลธุรกิจที่ตอบรับกลุ่มเป้าหมายที่ไร้เดียงสาที่สุด คือ “เด็กนักเรียน” เหตุจากความต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาดีๆ ทำให้ “นักการตลาดการศึกษา” มองเห็นช่องทางทำเงินมหาศาลจากความต้องการ “เอนทรานซ์หรือแอดมิชชั่น” เข้าสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ด้วยโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “กวดวิชา” จาก “ติวเตอร์” ที่ผุดขึ้นมาในสังคมอย่างกับดอกเห็ด มีการศึกษาวิจัยมากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอนนอกโรงเรียนพบว่าเด็กไทยเรียนหนังสือกันมากมาย แต่กลับทำข้อสอบได้คะแนนต่ำลงๆ
เด็กในปัจจุบันมีความรู้ในตัวข้อสอบและมีวิธีทำข้อสอบมากมาย แต่กลับใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมไม่ได้ เด็กเริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพราะการเรียนในยุคปัจจุบันสร้างให้เด็กๆ เกิดการแข่งขัน ให้รู้จักวิธีพิชิตข้อสอบเพื่อให้ตัวเองรอด แต่ไม่ได้สอนให้เด็กมีจิตอาสา ไม่ได้สอนการเผื่อแผ่หรือเสียสละเพื่อผู้อื่น ชีวิตเด็กจึงขาดความสมดุล สถาบันกวดวิชาต่างแข่งขันกันเพื่อตอบสนองความต้องการแก่เด็กๆ ผ่านการโฆษณา ส่งเสริมการขาย ลดแลก แจกแถม และค้ำประกันการคืนเงินหากสอบไม่ติด พ่อแม่ผู้ปกครองก็พลอยเห็นดีเห็นงาม
ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกิดโรงเรียนกวดวิชาขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งทำมาหากินของ “ติวเตอร์” (Tutor) ทั้งที่มีคุณภาพและไร้คุณภาพ ไม่มีระบบการตรวจสอบหรือรับรองคุณภาพการศึกษา ใครติวเก่งติวสนุก ก็มีชื่อเสียง นักเรียนจะพูดถึงกันมากมาย ติวเตอร์ร่ำรวยกันถ้วนหน้า การกวดวิชาจึงเป็นช่องทางทำเงินของบรรดาครูอาจารย์ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้คุณภาพการสอนในเวลาปกติตกต่ำอย่างจงใจเพื่อกดดันให้นักเรียนไปเรียนกวดวิชาในทางอ้อม ทั้งๆ ที่ในเวลาปกติก็สามารถให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างเต็มที่ แต่อาจเพราะค่าตอบแทนต่ำกว่า ครูจึงเลือกที่จะสอนพิเศษในโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม
โรงเรียนกวดวิชามีต้นทุน จึงต้องแข่งขันกันเพื่อครอบครองส่วนแบ่งตลาด โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลที่สุด ก็คือ การรับรองผลการสอบเข้าในระดับอุดมศึกษา หรือสอบไม่ติดยินดีคืนเงิน หรือใช้ผลงานของนักเรียนรุ่นพี่ที่สอบติดเพื่อโฆษณา เมื่อการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนกวดวิชาจึงเป็นการส่งเสริมคนรวยให้มีโอกาสทางการศึกษาดีกว่า ตัดโอกาสคนยากจน ผลักดันให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคมอันนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา
การกวดวิชาจึงเป็นธุรกิจที่ไม่รู้จักพอของระบบการศึกษาไทย เมื่อกระบวนการเรียนการสอนในสภาวะปกติใช้ไม่ได้ผล ก็จะเหลือแต่คนที่มีเงินในสังคมเท่านั้นจึงจะกวดวิชาได้ ระบบการศึกษาไทยในระบบปกติจะไม่สามารถสร้างคนเก่งเข้าสู่สังคมได้ แต่กลับต้องใช้การกวดวิชา
ผู้ที่รับผิดชอบการศึกษาไทยจะปล่อยปละละเลยให้โรงเรียนกวดวิชาเป็นปัจจัยสำคัญในระบบการศึกษาไทยหรืออย่างไร หากผู้สอนตั้งใจสอนเหมือนในโรงเรียนกวดวิชา นักเรียนก็จะมีความเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่เกิดการต่างฐานะกันตั้งแต่เยาว์วัย ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ที่จรรยาบรรณของครู ครูไม่ควรเลือกรับการสอนเพื่อหวังแต่รายได้ หากครูผู้สอนไม่เบียดเบียนเวลาหรือละเลยการสอนในห้องเรียน ปัญหาเรื่องโรงเรียนกวดวิชาจะลดปริมาณลงและกลับเข้ามาสู่ระบบโรงเรียนแบบเดิมที่มีคุณภาพ
จากหนังสือ “การตลาดไม่รู้จักพอ (Never EndingMarketing)” โดย กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ก







