
ดันยุทธศาสตร์ 'เหล็ก' เข็นโรงถลุงต้นน้ำ 5 ล้านตัน
ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เอกชนผู้ผลิตและใช้เหล็กระดับอุตสาหกรรมของไทย
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เอกชนผู้ผลิตและใช้เหล็กระดับอุตสาหกรรมของไทย พยายามอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดโรงถลุงเหล็กต้นน้ำในประเทศ เพราะแม้ว่าแต่ละปีไทยจะผลิตเหล็กกลางน้ำและปลายน้ำได้ 8 ล้านตัน/ปี แต่ต้องมีการนำเข้า 10-12 ล้านตัน/ปี โดยเฉพาะเหล็กต้นน้ำ แต่สุดท้ายโครงการก็ไม่เกิด เพราะถูกคัดค้านหนัก
จากข้อจำกัดของไทยที่ไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการต้องนำเข้าเหล็กต้นน้ำหรือเหล็กคุณภาพพิเศษ ซึ่งราคาถูกกำหนดโดยประเทศผู้ขายต้นทาง ขณะที่ปัจจุบันประเทศ
ในอาเซียนหลายประเทศต่างก็มีโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ เช่น เวียดนามที่ผลิตเหล็กต้นน้ำ 3 ล้านตัน/ปี และจะเพิ่มเป็น 7 ล้านตัน ในเร็วๆ นี้ และอินโดนีเซียที่มีโรงถลุงเหล็กครบวงจรขนาด 3 ล้านตัน/ปี
ล่าสุด กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำอุตสาห กรรมเหล็กในอาเซียน” ก่อนเสนอคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ต่อไป โดยร่างยุทธศาสตร์จะมีการปรับทุกๆ 5 ปี
ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ระบุว่า ร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทย ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มมูลค่าด้วยการทำ “เซอร์วิสโซลูชั่น” โดยตั้งเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ เช่น กำหนดให้มาตรฐานบังคับเหล็กที่ใช้งานก่อสร้าง ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มสัดส่วนการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศ
“เราเสนอให้มีการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตเหล็กกับผู้ใช้ในอุตสาหกรรมผู้ผลิตยานยนต์และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กรณีโครงการอีโคคาร์ อาจให้สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นกับผู้ประกอบการที่ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ” ทรงวุฒิ กล่าว
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยโรงถลุงเหล็กควรมีกำลังการผลิตอย่างน้อย 5 ล้านตัน/ปี เพื่อให้คุ้มค่าการการลงทุนและผู้ประกอบการในประเทศจะเข้าถึงเหล็กคุณภาพสูงในราคาที่รับได้ ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้ไทยเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรในภูมิภาค ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด และจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างมากในอนาคต
“แนวทางผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ 2 ทางเลือก คือ 1.ลงทุนในประเทศ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมและคัดเลือกเอกชนเข้ามาลงทุน และ 2.ลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็คิดว่าจะไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย แต่ตอนนี้ก็ถอยออกมา เพราะเมื่อมองในแง่ความคุ้มทุนแล้วจะสู้ลงทุนในประเทศไม่ได้” ทรงวุฒิ ชี้แจง
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ส่งเสริมการผลิตเหล็กปลายน้ำคุณภาพสูงและมีนวัตกรรมในประเทศ เพราะหากไทยสามารถตั้งโรงถลุงเหล็กได้ จำเป็นจะต้องมีความต้องการใช้เหล็กในประเทศที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะไม่คุ้มค่า และยุทธศาสตร์ที่ 5 ภาครัฐต้องส่งเสริมให้มีการใช้สินค้าเหล็กภายในประเทศ โดยต้องออกประกาศหลักเกณฑ์การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศในโครงการลงทุนของรัฐ เป็นต้น
อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศภายในยุทธศาสตร์ 5 ด้าน จะพบว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุด คือ ต้องผลักดันให้มีการลงทุนก่อสร้างโรงถลุงเหล็กต้นน้ำให้ได้ เพราะนี่จะถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมไทย
“เพื่อให้ผลักดันยุทธศาสตร์เหล็กเป็นเอกภาพ จะมีการเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นแกนกลางในเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะต้องมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมเข้ามาร่วมด้วย” อิศเรศ กล่าว
ขณะที่ พศิน แปลกสิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากสร้างโรงถลุงเหล็กที่ จ.กาญจนบุรี จะมีข้อได้เปรียบ เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ทหาร แต่ต้นทุนก่อสร้างจะสูงกว่าการสร้างโรงถลุงที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 1 หมื่นล้านบาท แต่ราคายังถูกกว่าเหล็กนำเข้า 1,000 บาท/ตัน ในขณะที่ต้นทุนถลุงเหล็ก อ.บางสะพาน จะถูกกว่าเหล็กนำเข้า 2,000 บาท/ตัน
ก็ต้องลุ้นกันต่อว่าความฝันของนักอุตสาหกรรมที่อยากเห็นโรงถลุงเหล็กต้นน้ำในไทยจะเป็นจริงหรือไม่







