
มาตรา 44
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) แทนกฎอัยการศึก
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) แทนกฎอัยการศึก
มาตรา 44 ระบุว่า “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ...”
การใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นการใช้อำนาจของ คสช. ที่อยู่เหนือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้บทบัญญัติทำนองมาตรา 44 เมื่อครั้งที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 โดยมาตรา 17 ให้อำนาจนายกฯ จัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที จอมพลสฤษดิ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 17 สั่งยิงเป้าผู้ก่อเหตุเพลิงไหม้ หรือผู้ค้าเฮโรอีนท่ามกลางสายตาประชาชน และถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เพราะต้องการให้ผู้คนกลัว ไม่กล้าก่ออาชญากรรม มีการใช้มาตรา 17 ประหารชีวิตไม่ต่ำกว่า 11 ครั้ง แต่ก็มีนักอาชญาและทัณฑวิทยาบางท่านเห็นว่าการประหารชีวิตลักษณะนี้ อาจทำให้ประชาชนเคยชิน และไม่เกรงกลัว
ไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ว่าการประหารชีวิตมีส่วนช่วยป้องปรามการก่ออาชญากรรมได้ดีกว่าการลงโทษชนิดอื่น และการประหารชีวิตในที่สาธารณะไม่เพียงแต่เป็นการประจานผู้กระทำผิด แต่ยังประจานสังคมที่ทำการประหารชีวิตด้วย
นอกจากนี้ ในสมัยของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ อำนาจลักษณะนี้ยังอยู่ในมาตรา 21 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 และมาตรา 27 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 โดยสมัยที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ ได้ใช้อำนาจนี้ถอดยศและลงโทษประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ที่เป็นหัวหน้าก่อการกบฏ
แม้มาตรา 44 จะเป็นการรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ก็มีส่วนช่วยลดขั้นตอนได้ เช่น การปฏิรูประบบราชการไทย เพราะที่ผ่านมาการโยกย้ายราชการมีขั้นตอนมากมาย จึงแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองได้ทันกาล หรือการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลต้องจำหน่ายตามราคาจริง คือ 80 บาท และการปรับรื้อโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ก็ยังไม่เคยใช้อำนาจลักษณะที่เป็นเชิงลงโทษดังเช่นการประหารชีวิต
เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร (1) อำนาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี (2) นิติบัญญัติ คือ รัฐสภา และ (3) ตุลาการ คือ ศาล จะมีการแยกจากกันเด็ดขาด โดยต้องดุลอำนาจกัน ไม่มีการแทรกอำนาจกัน เพราะหากอำนาจอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนได้
ในเวลานี้ประชาชนต่างก็ต้องการให้ผู้ใช้อำนาจใช้อำนาจให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือในทางที่ก่อความเดือดร้อนกับประชาชนให้น้อยที่สุด และต้องใช้เท่าที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติ







