
ก้าวออกนอกประเทศ เพื่อลดความเสี่ยง
โดย...ปฐมินทร์ นาทีทอง
โดย...ปฐมินทร์ นาทีทอง
ปัจจุบันนี้เราเข้าสู่ยุคโลกไร้พรมแดนแล้ว เฉกเช่นการลงทุนในหุ้นที่ไร้พรมแดนตามไปด้วย หาได้จำกัดแค่ตลาดหุ้นไทยเท่านั้น
ตลอดครึ่งแรกของปี 2558 เป็นช่วงที่คาดเดาทิศทางของหุ้นไทยได้ยาก ทว่าตลาดหุ้นในบางภูมิภาคกลับทะยานขึ้นสวนทางอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. 2557 จนถึงกลางเดือน มิ.ย. 2558 ได้ปรับขึ้นถึง 42.69% หาใช่แค่เฉพาะภูมิภาคเท่านั้น แต่รายภาคอุตสาหกรรมก็จะพบว่า Healthcare ซึ่งเป็น Super Sector แห่งการลงทุนของทศวรรษ ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมาสักระยะหนึ่งแล้ว
ประจักษ์ชัดอย่างยิ่งว่า ขณะที่หุ้นไทยยังไร้ทิศทางตลอดครึ่งแรกของปี 2558 หากตัดสินใจปรับพอร์ตลงทุน โดยเลือกสรรภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา ย่อมมีโอกาสที่ได้กำไรจากการลงทุน
การลงทุนยังตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลก ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “การกระจายความเสี่ยง” ให้เม็ดเงินลงทุนไม่กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ประเภทเดียวอีกด้วย
“อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว” สุภาษิตประจำใจนักลงทุนบทนี้จึงเกิดขึ้น
การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความเสี่ยงที่คุกคามผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน เป็นผลดีต่อนักลงทุนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนจะลดความเสี่ยงได้มากหรือน้อยนั้น อธิบายในทางทฤษฎีได้ด้วยค่า “สหสัมพันธ์” (Correlation) ระหว่างตลาดหุ้นทั้งสองตลาด หากค่า Correlation ต่ำกว่า 1 แปลความได้ว่า ตลาดหุ้นทั้งสองตลาดมิได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน หรือคู่ขนานกันแบบ 100% ดังนั้นแล้วการแบ่งเงินไปลงทุนยังสองตลาดดังกล่าว จะช่วยลดความเสี่ยงให้พอร์ตของท่านได้ ในกรณีนี้คือค่าสหสัมพันธ์ยิ่งต่ำยิ่งดีต่อการกระจายความเสี่ยง
ตารางต่อไปนี้เป็นตารางแสดงค่าสหสัมพันธ์รายเดือน ระหว่างตลาดหุ้นสำคัญในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
ท่านจะเห็นว่าค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นหลายตลาดอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าพึงพอใจ การกระจายเงินลงทุนไปยังหลายภูมิภาคจะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม การเลือกเฟ้นภูมิภาค/กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะไปลงทุน หรือเลือกลงทุนให้ถูกจังหวะเวลาเพื่อให้ได้ต้นทุนในราคาต่ำ เป็นงานที่ท้าทายนักลงทุนไม่ใช่เล่น ยังไม่รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินในสกุลเงินตราที่ต่างกันอีกด้วย
แต่เรื่องยากจะกลายเป็นง่ายขึ้น หากลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่คอยติดตามและวิเคราะห์ตลาดโลกว่า ตลาดใดน่าลงทุน หรือภูมิภาคใดเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงที่ควรหลบเลี่ยง และสำคัญที่สุดคือ บริษัทไหนควรเลือกลงทุน รวมถึงหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม
การลงทุนดังกล่าว คือการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ด้วยกลวิธีที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ใช้วิธีเลือกเฟ้นหุ้นเป็นรายตัว หรือที่เราเรียกว่า Bottom-up ผู้จัดการกองทุนจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี มีโอกาสเติบโตสูงและราคายังไม่สูงจนเกินไปนัก โดยคำนึงถึงภูมิภาคหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงด้วย หรือ ETF ที่มุ่งหวังสร้างผลตอบแทนให้ใกล้กับดัชนีชี้วัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลกนั้น นักลงทุนย่อมได้รับประโยชน์ทั้งโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังเป็นดาวเด่นของโลก และยังช่วยกระจายความเสี่ยงของการลงทุนไปพร้อมๆ กัน







