posttoday
การเป็นนักลงทุน ที่ชาญฉลาด (12)

การเป็นนักลงทุน ที่ชาญฉลาด (12)

29 กรกฎาคม 2558

สัปดาห์ที่แล้วผมพูดถึง INDICATOR 2 ตัวคือ DMI กับ BOLLINGER BAND สัปดาห์นี้เรามาต่อที่ INDICATOR ตัวถัดไปกันครับ

สัปดาห์ที่แล้วผมพูดถึง INDICATOR 2 ตัวคือ DMI กับ BOLLINGER BAND สัปดาห์นี้เรามาต่อที่ INDICATOR ตัวถัดไปกันครับ

6.PARABOLIC SAR หลายครั้งเลยที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเกิดความอึดอัดใจ เพราะว่า INDICATOR แต่ละตัวส่งสัญญาณซื้อหรือขาย ราคาก็ขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว อย่างเช่น กว่า MACD จะตัดขึ้นหรือตัดลง นั่นหมายความว่าราคาก็มีการปรับตัวขึ้นหรือลงไประดับหนึ่งแล้ว จึงทำให้มีการพัฒนา INDICATOR ตัวนี้ขึ้นมา โดยนักเทคนิคชื่อดัง WELLES WILDER ผู้เป็นผู้สร้างตัว RSI ตัวชี้วัดที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

ตัวชี้วัด SAR นี้จะมีลักษณะเป็นจุดๆ ซึ่งมีนักเทคนิคหลายคนเรียกมันว่าเป็นตัว STOP AND REVERAL SYSTEM คือ เป็นจุดกลับเปลี่ยนทิศทางของราคา โดยตราบใดที่ตัวจุด SAR เหล่านี้อยู่ภายใต้แท่งราคาหุ้น ตราบนั้นหุ้นตัวนั้นยังอยู่ในภาวะ BULLISH เช่นเดียวกัน ตราบใดที่จุด SAR เหล่านั้นอยู่เหนือแท่งราคาหุ้นตัวนั้นอยู่ในภาวะ BEARISH และจุดที่เริ่มเข้าซื้อก็ต่อเมื่อตัวจุด SAR ที่เคยอยู่เหนือแท่งราคาได้กลับลงมาอยู่ใต้แท่งราคาโดยจุดแรกที่เริ่มกลับลงมาคือจุดที่จะเริ่มเข้าซื้อนั่นเอง

ในทำนองกลับกันจุดที่ท่านจะต้องรีบตัดสินใจขายก็คือ เมื่อจุด SAR ที่เคยอยู่ใต้แท่งราคาได้กลับไปอยู่เหนือแท่งราคาจุดที่กลับขึ้นไปเป็นจุดแรกก็คือ จุดที่ท่านควรจะตัดสินใจขายหุ้นตัวนั้นทิ้งในทันที ซึ่งจาก 6 INDICATOR ดูเหมือนตัวชี้วัดนี้จะมีวิธีการที่ง่ายที่สุดใช่ไหมครับ และนอกจากง่ายที่สุดแล้ว มันยังได้ผลดีด้วยครับ

7.FIBONACCI RETRACEMENT เป็นการพล็อตกราฟเพื่อหาจุดที่จะเข้าไปรับซื้อในช่วงที่หุ้นตกลงมา หรือหาจุดที่จะขายเมื่อหุ้นตัวนั้นดีดขึ้น โดยจะสร้างจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดเพื่อหาจุดทยอยรับซื้อในช่วงที่หุ้นปรับตัวลงมา และสร้างจากจุดสูงสุดไปจุดต่ำสุด เพื่อหาจุดขายตอนที่หุ้น REBOUND หรือปรับตัวขึ้น ซึ่งค่าที่ผมใช้เป็นปกติจะมีอยู่ 3 ค่า คือ 38.2% 50% และ 61.8% ในหุ้นที่มีความแข็งแกร่งของราคามาก เวลาหุ้นปรับตัวลงมาที่แนวรับ 38.2% น่าจะรับอยู่ แต่ถ้าแข็งแกร่งปานกลางอาจจะต้องดูที่แนวรับ 50% ส่วนตัวที่มีความแข็งแกร่งน้อย อาจจะต้องไปรอดูที่แนวรับ 61.8% หรือตัวที่อ่อนแอมากอาจจะต้องไปทดสอบจุดต่ำสุดเก่า ตัวที่อ่อนแอมากๆ อาจจะเกิดจุดต่ำสุดใหม่

ในทางกลับกันช่วงที่หุ้นพลิกกลับตัวขึ้นมาสำหรับหุ้นที่อ่อนแอ แนวต้านที่ 38.2% มักจะสกัดกั้นการดีดตัวขึ้นมาได้ ส่วนตัวที่แข็งแกร่งขึ้นมาหน่อย อาจจะดูที่แนวต้านที่ 50% ส่วนตัวที่แข็งแกร่งขึ้นมาอีกอาจจะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 61.8% ส่วนตัวที่แข็งแกร่งจริงๆ อาจจะขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมหรืออาจจะทำจุดสูงสุดใหม่เสียด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดมีหลายจุด ท่านจะเลือกที่จุดไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าช่วงระยะเวลาที่ท่านใช้ดูเป็นช่วงระยะเวลายาวนานแค่ไหน

นอกจาก INDICATOR 7 ตัวที่กล่าวมานี้ การรู้จักเส้นแนวโน้มจากราคาก็เป็นความรู้พื้นฐานที่ท่านนักลงทุนที่สนใจจะใช้การวิเคราะห์เทคนิคช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายๆ เช่นกัน เช่นเส้นแนวโน้มขาขึ้น (UPTREND LINE) หรือขาลง (DOWNTREND LINE) สามารถลากด้วยตัวเองได้ไม่ยากเลย เมื่อเราเห็นจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็สามารถลากเส้นแนวโน้มขาขึ้นโดยมาจากจุดที่ต่ำสุดก่อนไปยังจุดต่ำสุดถัดไป แล้วลากต่อยาวออกไปทางด้านขวามือ ก็จะได้เส้นแนวโน้มขาขึ้นแล้ว

เมื่อใดที่หุ้นปรับตัวลงมาเส้นแนวโน้มเส้นนี้ก็จะเป็นแนวรับที่ดีที่จะรองรับการปรับตัวลงได้ แต่ถ้าทะลุลงมา หมายความว่าหุ้นอาจจะกำลังเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง หรือ SIDE WAY ออกด้านข้างก็ได้ สัปดาห์หน้าเรามาคุยต่อกันเรื่องเส้นแนวโน้มและรูปแบบของราคาอื่นๆ กันต่อครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ