posttoday
ลดเป้ากำไรบจ.4%

ลดเป้ากำไรบจ.4%

29 กรกฎาคม 2558

เอเซีย พลัส หั่นกำไร บจ.ลง 4% ประเมินไตรมาส 2 ครึ่งปีหลังไม่ดีฉุดเป้าดัชนีลง

เอเซีย พลัส หั่นกำไร บจ.ลง 4% ประเมินไตรมาส 2 ครึ่งปีหลังไม่ดีฉุดเป้าดัชนีลง

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จะปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นปี 2558 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จาก 95.74 บาท ลง 4% มาอยู่ที่ 91.91 บาท หลังจากประเมินประมาณการกำไร บจ.ไตรมาส 2 และครึ่งปีหลังแล้ว โดยจะปรับใช้อย่างเป็นทางการเมื่องบไตรมาส 2 ปี 2558 ประกาศออกมา

นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,378-1,425 จุด หรือมีโอกาสลดลงมาที่ 1,378 จุด โดยบริเวณใกล้เคียงจุดดังกล่าว นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระยะยาวสามารถที่จะทยอยสะสมหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงและมีเบต้าต่ำเข้าพอร์ต หากต้องการอัตราผลตอบแทนปันผลสูงกว่า 5% และเบต้าต่ำกว่า 1 เท่า ตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท บริษัท
อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป (BTS) บริษัท น้ำประปาไทย (TTW) บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) เป็นต้น

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีในช่วงที่เหลือของปี 2558 ไว้ที่ 1,350-1,500 จุด ซึ่งกรอบบนมีโอกาสความเป็นไปได้อยู่ที่ 75.6% ส่วนค่ากลางของดัชนี 1,432 จุด ได้สะท้อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.25% แล้ว และแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี จากดัชนีเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ 1,412.55 จุด ยังคงลงทุนในหุ้นประมาณ 70% ของพอร์ตการลงทุน

สำหรับมูลค่าส่งออกเดือน มิ.ย. ติดลบถึง 7.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ติดลบ 4.6% รวม 6 เดือนแรกปีนี้ติดลบ 4.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่านําเข้าติดลบ 7.91% นับว่าภาคการค้าต่างประเทศซบเซากว่าที่คาดและการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อพิจารณาร่วมกับองค์ประกอบด้านการบริโภคและการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่ชะลอตัวแล้ว มีโอกาสสูงที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปี 2558 จะเติบโตน้อยกว่า 3% และมีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันที่ 1.5%

ด้านค่าเงินบาทในระยะนั้นมีแนวโน้มอ่อนค่า เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดี ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กําลังจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และ กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกรอบ ซึ่งการอ่อนค่าเป็นบวกกับบริษัทที่มีรายได้ในรูปเหรียญสหรัฐ แต่ภาคส่งออกของไทยก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทําให้ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้ไม่เต็มที่ หลายอุตสาหกรรมมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีอัตราค่าแรงงานต่ำกว่าไทย อุตสาห กรรมอาหารส่งออกมีประเด็นราคาผลิตภัณฑ์ต่ำลงแต่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น

ในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนธีมเงินบาทอ่อนจึงควรเป็น “เลือกซื้อ” ซึ่งหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์และเห็นว่าน่าสนใจลงทุน ได้แก่ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) ให้ราคาพื้นฐาน 55 บาท บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ราคาพื้นฐาน 88 บาท สิ่งที่ควรระวัง คือ การเทขายหุ้นเมื่อความจริงปรากฏ หรือการขายเก็งกำไรระยะสั้นหลังจบการประชุม กนง.ในวันที่ 5 ส.ค.นี้

การซื้อขายหุ้นในวันที่ 28 ก.ค. ดัชนีผันผวนสูงมาก ภาคเช้าบวกเกือบ 10 จุด ตอนบ่ายดิ่งก่อนกระเตื้องมาปิดที่ติดลบ 4.48 จุด หรือ 0.32% ที่ 1,408.07 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 39,339.37 ล้านบาท เพราะนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว และผันผวนตามตลาดหุ้นจีน ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงขายออกมา 1,823 ล้านบาทและสถาบันในประเทศขาย 1,008 ล้านบาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 1,390 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อ 1,440 ล้านบาท

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค เพราะปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปกับจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจน แม้สหรัฐกับญี่ปุ่นจะปรับตัวดีขึ้นมาพอสมควร แต่อารมณ์ของนักลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดความเชื่อมั่น จึงสะท้อนออกมาในเชิงลบตลาดทุนส่วนใหญ่ในโลก

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย. ที่ติดลบ 7.87% อาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อนักลงทุน แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มประเทศลำน้ำโขง ซึ่งบางประเทศส่งออกยังโตติดลบมากกว่าไทย ส่งผลให้การลงทุนซึมลง ดังนั้นต้องรอปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้นการลงทุนใหม่ที่จะมาเรียกความเชื่อมั่นในประเทศ โดยเฉพาะภาครัฐต้องเร่งการลงทุนพวกโครงสร้างพื้นฐาน หรือกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชน

“นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมากกว่าปีก่อน เป็นการขายออกหรือเก็งกำไรที่เข้ามาในระยะสั้น เม็ดเงินลงทุนระยะยาวและสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นไทยยังอยู่ในระดับปกติที่ 32% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” นายภากร กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ