
ญี่ปุ่นเมินเขตศก.ไทย
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทย นอกจากมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนภายในประเทศแล้ว ยังต้องการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า สนใจที่จะลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยมากน้อยเพียงใด
สำหรับเรื่องนี้ คณะวิจัยเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น จึงได้สำรวจความเห็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ถึงความสนใจเขตเศรษฐกิจพิเศษ และผลกระทบต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจนัก และมีจำนวนไม่น้อยที่ระบุว่ายังขาดข้อมูลที่ชัดเจน
มาซายาสุ โฮซูมิ ประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 25 พ.ค.-15 มิ.ย. 2558 มีกลุ่มตัวอย่าง 1,620 บริษัท และมีผู้ตอบกลับแบบสอบถามรวม 415 บริษัท พบว่าผู้ประกอบการ 56% ไม่สนใจเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตเศรษฐกิจเฉพาะ และ 29% ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน
นักลงทุนญี่ปุ่นให้เหตุผลของความไม่สนใจว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว หรือมากกว่า 4,500 ราย ดังนั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงไม่ได้เป็นแรงจูงใจพิเศษที่จะทำให้มีการลงทุนเพิ่มเติม
ขณะที่ในฝั่งของผู้สนใจเขตเศรษฐกิจนั้น 4% ตอบว่าสนใจในแง่ของทำเลที่ตั้งโรงงาน 14% สนใจในแง่ธุรกิจต่อเนื่องจากการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น การกระจายสินค้า สาธารณูปโภค เป็นต้น
หากมองในแง่ของพื้นที่พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทยที่รัฐบาลได้ประกาศออกมาแล้วนั้น บริษัทญี่ปุ่น 59% มองว่า จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ รองลงมา 42% ตอบว่า จ.สระแก้ว เนื่องจากทั้งสองจังหวัดอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ โดย จ.กาญจนบุรี จะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับโครงการลงทุนทวาย ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสนใจ อีกทั้งพื้นที่ทั้งสองแห่งยังอยู่ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง และใกล้กรุงเทพฯ จึงน่าสนใจมากกว่าพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน 25% ให้ความสนใจ จ.มุกดาหาร และ 24% สนใจ จ.ตาก และหนองคาย
ด้านเหตุผลที่ให้ความสนใจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ พบว่า 44% ตอบว่าสิทธิประโยชน์ที่จูงใจ เช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคล รองลงมา 31% คือ ตั้งอยู่ใกล้ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน 25% จัดหาแรงงานได้สะดวก และ 25% อาจจะสามารถลดต้นทุนด้านแรงงานได้
ส่วนเงื่อนไขที่เป็นแรงจูงใจความสนใจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ พบว่าบริษัท 32% ตอบว่าการขยายประเภทธุรกิจที่จะได้รับสิทธิพิเศษภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ รองลงมา 29% คือการพัฒนา ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งระหว่างเขตเศรษฐกิจ และพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงท่าเรือแหลมฉบัง 28% ตอบว่าความพร้อมและเพียงพอของกำลังแรงงาน
โฮซูมิ กล่าวด้วยว่า ในส่วนประเด็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียน (เออีซี) บริษัท 66% ตอบว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในอนาคต 13% ตอบว่าไม่ได้รับผลกระทบ และ 3% ได้รับผลกระทบแล้ว
สำหรับผลกระทบที่จะมีต่อธุรกิจในเชิงบวก เช่น การขยายตลาดส่งออก จากการลดอัตราภาษี การปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพจากกระบวนการที่ง่ายขึ้น เช่น พิธีทางศุลกากร ส่วนผลกระทบในเชิงลบ เช่น การแข่งขันของตลาดภายในประเทศสูงขึ้น และความสับสนจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการปฏิบัติงาน และกฎระเบียบ เป็นต้น
นอกจากนี้ ความท้าทายต่อธุรกิจในการรวมตัวสู่เออีซีสำหรับระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า บริษัทส่วนใหญ่ตอบว่าการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงพิธีทางศุลกากรที่ง่ายขึ้น การบูรณาการว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า รองลงมาคือ การยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่มาตรการทางด้านภาษี และการเสริมสร้างการเชื่อมโยงผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางด่วน ท่าเรือ รวมถึงการปรับประสานระบบภาษีให้เป็นระบบเดียวกัน







