
หยุดคิดบวก...สำหรับการวางแผนวัยเกษียณ
โดย...วีระพล บดีรัฐ
โดย...วีระพล บดีรัฐ
เรามีโอกาสคิดเห็นต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร
งานที่เราจะได้รับหลังเรียนจบ ชีวิตคู่หลังแต่งงาน เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เงินที่เตรียมไว้สำหรับใช้ยามเกษียณ
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามีโอกาสได้รับงานที่ดี ที่มีความเจริญก้าวหน้าหลังเรียนจบ และไม่คิดว่าหน่วยงานหรือองค์กรที่เข้าทำงานจะเลิกจ้างเราง่ายๆ หรือประสบวิกฤตให้ต้องปิดกิจการ
ชีวิตหลังแต่งงานจะต้องมีความสุข รักกันยั่งยืน มากกว่าที่จะมีเหตุให้ต้องไปหย่าร้าง
ลูกของเราจะมีสุขภาพดี โรคร้ายหรือมะเร็งจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราง่ายๆ
เงินที่เตรียมไว้ใช้ยามเกษียณจะเพียงพอ และไม่มีค่าใช้จ่ายที่มากมายจนรับมือไม่ไหว
คนเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าเรื่องดีๆ มีโอกาสจะเกิดขึ้นในชีวิตได้ง่าย และประเมินว่าเรื่องไม่ดีมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดกับตนเอง Tali Sharot นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางสมอง ได้กล่าวไว้บนเวทีการนำเสนอระดับโลกอย่าง Ted Talk ในเรื่อง “อคติของการคิดบวก” หรือการคิดบวกแบบเข้าข้างตัวเอง
การคิดบวกแบบเข้าข้างตัวเองเช่นนี้ ด้านหนึ่งคือการสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ไม่ให้จมอยู่กับความทุกข์ ความสิ้นหวัง กล่าวคือเราจะคิดว่าพรุ่งนี้มักมีอะไรดีๆ รอเราอยู่เสมอ แต่อีกด้านหนึ่งคือ การคิดบวกทำให้เราเกิดความประมาท หรือใช้ความพยายามน้อยเกินไปในการต่อสู้หรือเตรียมรับมือกับปัญหาหรือเรื่องร้ายๆ ในอนาคต ยกตัวอย่างเรื่องชีวิตในวัยเกษียณ
คุณจะมีอายุยืนแค่ไหน และจะต้องเตรียมแผนใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้นานกี่ปี การที่วันนี้คุณมีเงินเยอะ กับคุณมีเงินน้อย คุณจะมีคำตอบในเรื่องนี้ต่างไปไหม
คุณคิดว่าเงินที่ต้องเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ จะต้องเตรียมสำหรับการรับมือกับค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายๆ ค่าใช้จ่ายเยอะๆ ไหม ถ้ามีลูกคุณคิดว่าลูกๆ จะมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้คุณหรือเขาจะมาช่วยคุณใช้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตนี้
ผลของการคิดบวกต่อเรื่องการวางแผนเกษียณ
การเข้าข้างตัวเองมากๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน มีโอกาสที่เราจะคิดว่า เงินของเราจะเพียงพอสำหรับอนาคตเสมอ เมื่อคิดว่าเงินพอจะไม่มีการประเมินยอดเงินใช้ที่แท้จริง และจะไม่มีการคำนวณหายอดการออมเพิ่มเติมสำหรับใช้ในวัยเกษียณ
บวกกับการคิดว่าเหตุการณ์ฉุกเฉินมีโอกาสเกิดต่ำ ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจะไม่มี ทำให้ละเลยการบริหารความเสี่ยงสำหรับอนาคต ไม่ดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง รวมถึงการประเมินเรื่องการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สิน ว่าเป็นส่วนเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
หรือแม้กระทั่งการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนที่อาจจะได้รับสูงกว่าที่เป็นไปได้จริงสำหรับเงินที่ออมและลงทุนเพื่อเตรียมไว้ใช้ในวัยเกษียณ ซึ่งผลของเรื่องนี้ทำให้เกิดการละเลยการตรวจติดตามผลการลงทุนที่ใกล้ชิด หรือลงทุนด้วยการคาดการณ์ผลตอบแทนที่ดีเลิศประหนึ่งเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาลงทุนเอง ลงทุนในสไตล์รุกที่มีความเชื่อมั่นในผลของการลงทุนที่สูงเกินไปจนมีโอกาสได้รับผลขาดทุนสูงกว่าที่ควรจะเป็นได้ง่าย
ทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของจิตใจที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง ซึ่งผลเสียของเรื่องนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่ใครหลายคนจะจินตนาการได้ เพราะการคิดเข้าข้างตัวเองในเรื่องที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการพิสูจน์ผล เช่น การวางแผนเกษียณ เมื่อถึงเวลาที่ผลลัพธ์บังเกิดก็มักจะเรียกได้ว่าสายเกินไปแล้ว เพราะถ้าคุณเตรียมเงินมาไม่พอใช้ ไม่มีเผื่อค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคร้าย หรือภาระอันเกิดจากเหตุที่ไม่คาดคิด แล้วคุณอยู่ในวัยที่มีโอกาสน้อยมากในการสะสมเงินเพิ่มได้ คุณก็เหลือทางเลือกจำกัดที่จะทำให้เงินที่ไม่พอนั้นเพียงพอ
คิดลบให้เป็นสำหรับแผนเกษียณ
1.เริ่มวันนี้ก็สายไปเสียแล้ว ด้วยคิดว่าการเริ่มเก็บออมและเตรียมการสำหรับวัยเกษียณควรเริ่มมาตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มรับเงินเดือน ดังนั้นเราควรทำตั้งแต่วันที่เริ่มทำงาน วันนี้ก็ถือว่าสายไปแล้ว และถ้ารู้ว่าสายแล้วยังไม่ทำก็เห็นว่าคงจะต้องรอรับชะตากรรมในวัยเกษียณที่ต้องอยู่อย่างลำบากไปโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
2.เรื่องร้ายเกิดขึ้นทุกวัน แค่วันนี้เรายังไม่เจอแต่พรุ่งนี้ไม่แน่ ถ้าคิดเช่นนี้เราจะคิดเผื่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่สูงกว่าปัจจุบันมาก โรคร้ายที่อาจเกิดกับชีวิตเราหรือคนในความดูแล น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติเหตุ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมามิได้ให้เราคิดทุกวัน แต่ให้คิดเผื่อและวางแผนเตรียมรับมือเอาไว้ หลังจากนั้นให้อยู่ได้อย่างสบายใจเพราะถือว่าได้คิดเผื่อไว้ครบถ้วนแล้ว
3.ไม่มีแผนใดครบถ้วนหรือเพอร์เฟกต์ จึงต้องมีการทบทวนและตรวจสอบสิ่งที่ได้คิดและทำไปแล้วอยู่เสมอ การปรับพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์ ตามเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างถูกต้อง สถานการณ์และสภาพแวดล้อมของตัวเราและครอบครัวที่เปลี่ยนไปทำให้เป้าหมายทางการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคตเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการทบทวนบ่อยๆ ทำให้เกิดความรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่สุด
ถึงแม้การคิดบวกจะเป็นเรื่องดี แต่คงจะดีกว่ามาก ถ้าการฝึกคิดลบให้กับบางเรื่องของชีวิตบ้าง แล้วทำให้เราไม่เจอกับสภาวะ “เงินหมดแต่วันหมดอายุของชีวิตยังไม่หมด” ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ต้องการการฝึกฝน แต่ต้องการการยอมรับและนำไปปฏิบัติในทันที เพราะความจริงแล้วคุณมีเวลาให้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิดเท่าไหร่นัก







