
ดัชนีหุ้นวันที่ 29 ก.ค.ปิดลบ 6.79 จุด
หุ้นปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 1,401.28 จุด ลดลง 6.79 จุด หรือ 0.48% มูลค่าการซื้อขาย 15,707.96 ล้านบาท
ตลาดหุ้นวันที่ 29 ก.ค. แกว่งตัวผันผวน มีแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ กดดัชนีหุ้นมาปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 1,401.28 จุด ลดลง 6.79 จุด หรือ 0.48% มูลค่าการซื้อขาย 15,707.96 ล้านบาท
5 อันดับหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด
1.KBANK ปิดที่ 171 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ 1.44% มูลค่าการซื้อขาย 1,073 ล้านบาท
2.WICE ปิดที่ 3.10 บาท ลดลง 0.74 บาท หรือ 19.27% มูลค่าการซื้อขาย 867 ล้านบาท
3.PTTGC ปิดที่ 60.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.41% มูลค่าการซื้อขาย 737 ล้านบาท
4.TPIPL ปิดที่ 2.20 บาท ลดลง 0.08 บาท หรือ 3.51% มูลค่าการซื้อขาย 677 ล้านบาท
5.BBL ปิดที่ 161.50 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ 2.12% มูลค่าการซื้อขาย 480 ล้านบาท
บล.เอเซียพลัส ประเมินดัชนีหุ้นแกว่งตัวในทิศทางขาลง น่าจะบวกลบใกล้เคียงระดับ 1,400 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนแล้วยังคงถูกกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก กดดันการส่งออกของประเทศ จนยอดส่งออกเดือน มิ.ย. หดตัว 7.87% ขณะที่ด้านนำเข้าหดตัวน้อยกว่าคือ เพียง 0.21% และลดลงน้อยกว่าเดือน พ.ค. ที่หดตัว 20%
นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกค่ายจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ลงมาต่ำกว่า 3% ซึ่งลงมาใกล้เคียงกับฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสประเมินไว้ว่าปี 2558 จะเติบโตราว 2.5% ภายใต้สมมติฐานยอดส่งออกอยู่ที่ 1% เช่นเดียวกับการปรับลดกำไรตลาด
แม้ได้มีการทยอยปรับลดประมาณการกำไรหุ้นรายตัวเป็นครั้งที่ 2 ในระหว่างการรายงานงบงวดไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยที่ผ่านมาได้ปรับลดกำไรของหุ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป) ขนาดใหญ่ไปแล้วคือ ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธุรกิจการเงินรายย่อย พลังงาน บันเทิง หลังจากนี้คาดว่าจะมีการปรับลดประมาณการหุ้นรายตัวเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจค้าปลีก ล่าสุดนักวิเคราะห์
ขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีของฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส ได้เริ่มมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว อาจจะกระทบต่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ซึ่งอาจจะกดดันประมาณการกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดว่าส่วนต่าง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่งวดไตรมาส 3 นี้ กลุ่มโรงกลั่นมักจะถูกกดดันตามค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลงตามฤดูกาล
ดังนั้น หากกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีความเสี่ยงจะถูกลดประมาณการกำไรหุ้นรายตัว และมีโอกาสให้กำไรของบจ.มีโอกาสลดลงได้อีก เป็นไปได้ว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในระยะ 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะอยู่ระหว่าง 1,378 – 1,423 จุด
กลยุทธ์การลงทุนยังแนะนำให้ถือหุ้น 40% ของพอร์ต ที่เหลือถือเงินสด โดยเลือกลงทุนเป็นรายหุ้นที่มีภูมิคุ้มกันสูง ได้รับแรงกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวน้อย หรือหุ้นปันผลสูงราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำ







