
สั่งคุมค่ารักษาหลังขรก.เบิกกระฉูด
คลังมอบนโยบายให้กรมบัญชีกลางเข้มเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หลังยอดพุ่งกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ด้านกรมบัญชีกลางเล็งศึกษาการตั้งกองทุนออมเพื่อสุขภาพ หนุนข้าราชการรักษาสุขภาพตัวเอง
คลังมอบนโยบายให้กรมบัญชีกลางเข้มเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หลังยอดพุ่งกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ด้านกรมบัญชีกลางเล็งศึกษาการตั้งกองทุนออมเพื่อสุขภาพ หนุนข้าราชการรักษาสุขภาพตัวเอง
นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมกรมบัญชีกลางว่า ได้มอบนโยบายให้กรมบัญชีกลางช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2554 ได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้ทั้งสิ้นกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท จากปีงบ 2553 ที่จัดสรรงบไว้ 4.8 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้มียอดอนุมัติเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงต้องหาทางควบคุมให้รัดกุม แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพคงเดิม
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนออมเพื่อสุขภาพ หรือ ระบบเมดิเซฟกับข้าราชการใหม่เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา มีหลักการเบื้องต้นคือการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับราชการและบุคคลในครอบครัวแบบจ่ายรายหัวต่อปี เช่น ข้าราชการ 1 คนได้รับค่ารักษาพยาบาล 1.2 หมื่นบาทต่อปี ถ้าข้าราชการรายนั้นสามารถรักษาสุขภาพตัวเองได้ดีไม่มีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลมาก เงินส่วนที่เหลือจากที่จัดสรรให้แต่ละปีจะถูกเก็บไว้เป็นเงินออมสำหรับตอนเกษียณเป็นต้น รวมทั้งจะดูแลเรื่องการเบิกจ่ายยาในบัญชีหลักและครอบคลุมยา 9 กลุ่มโรค และหากพบว่ามีการทุจริตจะสั่งให้โรงพยาบาลตั้งบประมาณใช้คืนให้กรมบัญชีกลางต่อไป
นอกจากนี้นายมั่น ยังได้มอบนโยบายให้กรมบัญชีกลาง เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการจัดสรรเงินให้กับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมทั้งหาแนวทางการจัดสรรเงินโดยตรงให้กับผู้พิการ และอาสาสมัครชุมชน หรือ อสม.เพื่อให้เงินส่งถึงมือโดยอาจใช้วิธีการจ่ายผ่านธนาคาร ไปรษณีย์ ร้านสะดวกซื้อ หรือบัตรเดบิต และการเดินหน้าโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยพัฒนาจากระบบอีอ๊อกชั่น เป็นอีบิดดิ้ง และอีมาร์เก็ต
สำหรับเรื่องการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ร่วมทุน จะมีการประชุม 18 ก.ค. นี้ เพื่อนำข้อสรุปทั้งหมดเสนอกระทรวงคลัง ซึ่งตอนนี้ยังมีความเห็นต่างกัน 2 ส่วนคือ ในส่วนราชการของกรมบัญชีกลางเห็นว่าวงเงินลงทุนที่เกินกว่า 1,000 ล้านบาทจะเข้าเกณฑ์พ.ร.บ. ร่วมทุน ขณะที่สำนักรัฐวิสาหกิจเห็นว่าวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่เกินกว่า 2,000 ล้านบาทต้องเข้าพ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งจะต้องหารือกันเพื่อคตวามเหมาะสม รวมทั้งมีการเสนอเรื่องการยกบทบาทของคลังจังหวัดทั่วประเทส เพื่อช่วยให้ระบบการคลังท้องถิ่นสามารถพัฒนารองรับการวางแผนด้านการพัฒนาของจังหวัดให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้







