
ภาพรวมกองทุนรวมและลงทุนอย่างไรในไตรมาส 3
โดย...ศุภกร สุนทรกิจ
โดย...ศุภกร สุนทรกิจ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผ่านไปครึ่งปีแล้วนะครับสำหรับปี 2558 ผมจึงอยากสรุปภาพรวมของกองทุนรวมครึ่งปีแรกให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน พร้อมทั้งคำแนะนำการลงทุนในไตรมาส 3
ธุรกิจกองทุนรวมครึ่งปี 2558 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เติบโต 6% จาก 3.8 ล้านล้านบาท เป็น 4 ล้านล้านบาท โดยกองทุนรวมที่เม็ดเงินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนหุ้น และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตามลำดับ ด้านกองทุนต่างประเทศ (FIF) แม้ในภาพรวมจะเติบโตลดลง แต่หากมองลึกลงไปแล้ว นักลงทุนหันมาสนใจกองทุน “หุ้น” ต่างประเทศมากขึ้น โดยมี NAV เติบโตขึ้นถึง 78% จาก 1.1 แสนล้านบาท เป็น 1.97 แสนล้านบาท ทำให้ผมหันมาดูว่าทำไมนักลงทุนจึงสนใจลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นขนาดนี้
ประการแรก ที่ผ่านมาภาวะอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ไม่ดึงดูดใจนักลงทุน ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ทั้งกลุ่มยุโรป และญี่ปุ่นและจีน ประการที่สอง ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง และเคลื่อนไหวแบบไม่ไปไหน โดยหากดูผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) สิ้นสุด ณ 14 ก.ค. 2558 ผลตอบแทนจากการลงทุนใน SET Index อยู่ที่ 1.26% ประการที่สาม ตลาดหุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ตลาดหุ้น NIKKEI 225 ให้ผลตอบแทนประมาณ 17.8% และ Nasdaq ของสหรัฐ ให้ผลตอบแทน 11.16%
ทีนี้เรามาดูกันครับว่าตลาดหุ้นประเทศไหน และสินทรัพย์ใดที่น่าสนใจลงทุนในไตรมาส 3 และน้ำหนักการลงทุน
ตลาดแรกผมมองว่า ตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน คือ Public QE จำนวน 6 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 จะช่วยให้ GDP ของ Eurozone ปรับตัวขึ้น 1.5% YOY จาก 0.8% YOY ในปีที่แล้ว โดยหลังจากปัญหากรีซบรรลุข้อตกลงรับเงินกู้ 86 พันล้านยูโร เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ในช่วง 1 สัปดาห์ (สิ้นสุด ณ 17 ก.ค. 2558) ตลาดหุ้น Euro Stoxx ของยุโรป และตลาดหุ้น DAX ของเยอรมนี ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว 6.93% และ 6.55% ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุโรปกำลังฟื้นตัว ตัวอย่างกองทุน เช่น Asset Plus Europe Fund และ Tisco German Equity Fund ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว ก็น่าสนใจลงทุนเช่นกัน เช่น SCB Japan Equity Fund
ตลาดต่อไป คือ ตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นมาระยะหนึ่ง และน่าจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าไปในตลาดหุ้นสหรัฐ ด้าน Valuation ตลาดหุ้น NASDAQ100 ยังมีมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับ S&P500 คือ มี P/E สูงกว่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ +0.82 SD และหากมองในแง่ผลตอบแทนในอดีต ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) ในสหรัฐ ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในสหรัฐ (ดูตาราง) ตามกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มในการขยายตัวของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนอายุมากกว่า 65 ปี มีแนวโน้มเติบโตขึ้น 16% และค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเติบโต 10% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ตัวอย่างกองทุน เช่น T-Healthcare Fund
สินทรัพย์ต่อไป คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ REITS ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้หากดูให้ผลตอบแทน YTD สิ้นสุด ณ วันที่ 14 ก.ค. 2558 อยู่ที่ 8.51% โดยผมแนะนำให้ทยอยสะสม เพราะคาดว่าภาวะอัตราดอกเบี้ยยังจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป ตัวอย่างเช่น LH Thai Property Fund
สุดท้ายคือ ตลาดหุ้นจีน ที่ตลาดมีความผันผวนสูง แต่หากมองผลตอบแทน YTD สิ้นสุด ณ 14 ก.ค. 2558 ตลาด Shanghai A-Share ที่ 22.86% ดังนั้น จึงแนะนำให้ลงทุนแบบ Trading หรือจับจังหวะเพื่อซื้อขายทำกำไร เช่น TMB China Equity Fund
หวังว่านักลงทุนทุกท่านจะได้ไอเดียในการลงทุนไตรมาส 3 นี้ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน







