
สิ่งทอต้องระวัง
การส่งออกของไทยในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะกระท่อนกระแท่น ล่าสุดสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุการส่งออกสินค้าไทยเดือน มิ.ย. 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.87% เทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับไทย อย่างสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พบว่าในรอบ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2879.71 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.98% เทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา
การส่งออกของไทยในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะกระท่อนกระแท่น ล่าสุดสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุการส่งออกสินค้าไทยเดือน มิ.ย. 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.87% เทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับไทย อย่างสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พบว่าในรอบ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2879.71 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.98% เทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา
ด้านสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอให้ข้อมูลพร้อมส่งสัญญาณเตือนภัยพร้อมแนวทางการปรับตัว สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอของไทย
โดยในขณะนี้อุตสาหกรรมส่งออกในกลุ่มเครื่องนุ่งห่มอย่างในตลาดหลักเดิมอย่างยุโรปและญี่ปุ่น มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศคู่ค้า และมีผลกระทบต่อคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ผู้ผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงตลาดในสหรัฐอเมริกาที่แม้ว่าจะมีความสดใสขึ้น แต่กลับพบว่ามีปริมาณออร์เดอร์ที่ลดลงเช่นกัน ส่วนหนึ่งมาจากการถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ทำให้ผู้ประกอบการไทยค่อนข่างเสียเปรียบในตลาดนี้เมื่อเทียบกับคู่แข่งประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งไทยเองก็ประสบปัญหาเดียวกันนี้กับในยุโรปด้วยในขณะนี้
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ขณะนี้ได้เริ่มหันไปยังตลาดหลักในอาเซียน แต่ในส่วนของผู้ผลิตสิ่งทอต้นน้ำอาจเสียเปรียบผู้ผลิตในประเทศเวียดนาม ที่ทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติหันมาใช้ฐานผลิตกลุ่มต้นน้ำ ประเภทเส้นใย เส้นด้าย ฯลฯ ในเวียดนามที่ขยายจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงตลาดผ้าผืนด้วย
ดังนั้น โอกาสการส่งออกของตลาดผ้าผืนในไทย จะยังเป็นในตลาดกัมพูชา เมียนมา และบังกลาเทศ ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจอยู่
จากแนวโน้มดังกล่าวที่เกิดขึ้น เห็นว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยหันไปมุ่งพัฒนาและวิจัยสิ่งทอในกลุ่มอีโค แฟบริค หรืออีโค เท็กซ์ไทล์ มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งไปยังทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งรวมถึงกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มด้วย ที่มองว่าเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ
โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นใยที่มีฟังก์ชั่น มีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น เช่น เส้นใยที่มีความแข็งแรงทนทานเพื่อตัดชุดกีฬาในบางประเภท เส้นใยกันความร้อน เส้นใยกันน้ำ หรือเส้นใยที่สามารถระบายอากาศได้ดี สำหรับชุดยูนิฟอร์มบางอาชีพ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะนโยบายการผลักดันและการนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลือผู้ผลิต







