
การออมและวินัยทางการเงิน/กองทุนการออมแห่งชาติ
ปัจจัยสำคัญที่เป็นเครื่องมือและรากฐานความยั่งยืนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
โดย...อิสระ วงศ์รุ่ง
ปัจจัยสำคัญที่เป็นเครื่องมือและรากฐานความยั่งยืนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย คือการกระตุ้นให้ประชาชนคนไทยรู้จักและตื่นตัวกับการออมเงิน ดังจะเห็นได้จากสื่อต่างๆ ของสถาบันการเงินต่างๆ ณ เวลานี้ มีการแนะนำ อธิบาย ให้ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออม เทคนิคการออมเงินชนิดต่างๆ วินัยในการจัดสรรค่าใช้จ่าย รวมถึงช่องทางการลงทุนประเภทต่างๆ
ทั้งหมดที่กล่าวมา หลายๆ สถาบันการเงินได้พยายามประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทาง Social Media ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นไปภายใต้การมีส่วนร่วมเพื่อช่วยส่งเสริมวินัยทางการเงิน
การสร้างวินัยทางการเงินย่อมทำให้เกิดการวางแผนทางการเงินของตนเอง และเป็นตัวช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนได้ในขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนมีวินัยทางการเงินย่อมส่งผลต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ การสร้างวินัยและการวางแผนทางการเงินสามารถแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลักๆ คือ การวางแผนการออม การบริหารค่าใช้จ่าย และการลงทุน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการภายใต้รายรับของแต่ละท่าน การจัดลำดับความสำคัญบางท่านอาจจะเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญจากการบริหารค่าใช้จ่ายของตนเองก่อน
ในการบริหารค่าใช้จ่าย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 หมวดใหญ่ คือ ค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น และอีกหมวดคือ ค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว สังสรรค์ เป็นต้น แต่สำหรับบางท่านอาจเริ่มจากการวางแผนการออมก่อน แล้วส่วนที่เหลือนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทั้งประจำและทั่วไป ส่วนที่เหลือค่อยนำไปลงทุนในช่องทางต่างๆ ซึ่งเมื่อมีการวางแผนทางการเงินดังกล่าวแล้วจะช่วยให้ท่านรู้สถานะทางการเงินของตนเอง และสามารถวางแผนสำหรับอนาคตทางการเงินของตนเอง เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยหรือหลักประกันให้กับตนเองในยามฉุกเฉิน หรือในเวลาที่ไม่มีรายได้หรือหารายได้ได้
เมื่อกล่าวถึงลักษณะการวางแผนการออมเงิน อยากให้ทุกท่านพิจารณาจากปัจจัยการดำรงชีวิตและลักษณะการใช้เงิน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น การออมเงินระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ด้านการออมเงินระยะสั้น เหมาะสมกับเงินที่มีความจำเป็นต้องใช้ในอนาคตอันใกล้ เช่น 1 เดือน 2 เดือน หรือ 3 เดือน เป็นต้น โดยเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมน่าจะเป็นบัญชีประเภทเงินฝากประจำ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันจะมีความหลากหลาย เช่น เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 60 วัน 102 วัน เป็นต้น
สำหรับการออมเงินระยะกลาง เหมาะสมกับการสำรองเงินไว้สำหรับการใช้จ่ายในอนาคต เช่น ค่าเทอมลูก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวประจำปี เงินเก็บสำหรับซื้อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในช่วงเวลา 6 เดือน-2 ปี เป็นต้น ซึ่งเหมาะสมกับบัญชีประเภทเงินฝากประจำ 6 เดือน เผื่อเรียกพิเศษ 8 เดือน ฝากประจำรายเดือน เป็นต้น ส่วนการออมเงินระยะยาว เหมาะสมสำหรับการออมเงินเพื่ออนาคตระยะยาว เพื่อยามเกษียณ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับการลงทุน ซึ่งจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป
อย่างไรก็ตาม อยากจะให้ทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการออมเงินว่ามีความสำคัญและเป็นกลไกที่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากนโยบายรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักและสร้างวินัยในการออมเงิน จากการจัดตั้ง กองทุนการออมแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรืออยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือกองทุนเอกชนที่มีนายจ้างจ่ายสมทบแล้ว (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ได้ออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ โดยรัฐจะช่วยจ่ายสมทบให้ส่วนหนึ่ง และเมื่อผู้ออมมีอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตลอดชีพ
การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตในยามที่ไม่มีรายได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยกระตุ้นวินัยในการออมเงินให้กับประชาชน โดยจะเห็นได้จากการชักชวนให้ประชาชนยิ่งออมเงินเร็วและออมในอัตราที่สูง จะได้รับเงินบำนาญมากขึ้นตามอัตราส่วน ซึ่งเงินสะสมดังกล่าวยังจะได้รับดอกเบี้ยอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 20 ปี เมื่อเกษียณอายุจะได้รับเงินบำนาญพร้อมเบี้ยเลี้ยงชีพ รวม 7,000 บาทเศษ/เดือน ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจในการกระตุ้นเรื่องการออมเงินให้กับประชาชน
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ และต้องการทราบอัตราผลตอบแทน ท่านสามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุน เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนไปสมัครผ่านสาขาต่างๆ ของ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาตารางอัตราผลตอบแทนได้ที่สาขาธนาคารทั้ง 3 แห่ง โดยเกณฑ์ส่งเงินสะสมขั้นต่ำ เริ่มต้นที่ 50 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาท/ปี โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 2558 นี้ เป็นต้นไป







