
แข่งนวัตกรรม
โดย...ต้นหลิว [email protected]
โดย...ต้นหลิว [email protected]
ว่ากันว่า “นวัตกรรม” คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในการผลักดันประเทศให้ก้าวหน้า สหรัฐเป็นมหาอำนาจเหนือจีนทั้งที่มีเงินน้อยกว่าและมีคนน้อยกว่า ก็เพราะได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจบนนวัตกรรมแล้ว เหมือนกับที่เราขายข้าวสาร 1 ตัน ยังมีราคาไม่ถึงครึ่งของไอโฟนเพียงแค่ 1 เครื่อง
ที่สำคัญผู้นำนวัตกรรมยังเป็น “คนคุมเกม” ยิ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้กันทั่วโลกมากเท่าไร อำนาจในมือก็ยิ่งมากขึ้น
สำหรับนวัตกรรมในด้านการเงินหรือ Fintech นั้น ผู้เล่นหลักๆ ยังคงเป็นรายใหญ่ในฝั่งสหรัฐและยุโรป ทั้งจากกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ข้ามชาติ บริษัทเอกชน และกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีนักลงทุนพร้อมสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง พวกนี้ระดมทุนกันทีได้เป็นหลักร้อยล้านขึ้นไปทั้งนั้น เพราะทั้งนักลงทุนอิสระและเวนเจอร์แคปเงินหนา อีกทั้งที่ผ่านมาการลงทุนกับกลุ่ม Fintech มักสร้างผลตอบแทนกลับมาได้สำเร็จกันเป็นส่วนใหญ่
แต่สำหรับในเอเชียนั้น ดูจะมีเพียงแค่ฮ่องกงและสิงคโปร์ที่เดินหน้าส่งเสริมเรื่อง Fintech กันอย่างจริงจัง เพราะต่างก็เป็นฮับการเงินยักษ์ใหญ่ในเอเชียและเข้าใจดีถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการเงิน ที่ต้องแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำมาให้ได้มากที่สุด
ที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเปิด Fintech Innovation Lab โดยบริษัท แอคเซนเจอร์ ไปเป็นแห่งที่ 3 ของโลกรองจากนิวยอร์กและลอนดอน โดยเป็นแล็บเดียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและแข่งขันด้านเทคโนโลยีการเงินในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางธนาคารกลางสิงคโปร์ได้หันมาเปิดเกมรุกมากขึ้น ด้วยการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลด้านนโยบาย ระเบียบกฎเกณฑ์ และพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุน Fintech ในประเทศโดยเฉพาะ
กลุ่มฟินเทคและนวัตกรรม (FTIG) จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความแข็งแกร่งในภาคการเงินของสิงคโปร์ แบ่งเป็น 3 เซ็กชั่นใหญ่ๆ ได้แก่ สำนักเทคโนโลยีโซลูชั่นและระบบการชำระเงิน สำนักโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และแล็บนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยดึงผู้บริหารจากแบงก์ใหญ่ข้ามชาติอย่าง ซิตี้แบงก์ มานั่งเป็นผู้บริหารคนแรก และจะเริ่มเปิดตัวขึ้นในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติสิงคโปร์
เห็นแล้วไม่ต้องแปลกใจเลยว่าความเป็นผู้นำภูมิภาคนั้น เขาขับเคลื่อนกันมาจากอะไร







