
บีโอไอหวังนักลงทุน ผุด100สนง.ภูมิภาค เอกชนรับผลดีเออีซี
บีโอไอตั้งเป้าเอกชนยื่นสิทธิ IHQ และ ITC 100 โครงการ เคพีเอ็มจีชี้ประโยชน์ธุรกิจไทยยุคเออีซี
บีโอไอตั้งเป้าเอกชนยื่นสิทธิ IHQ และ ITC 100 โครงการ เคพีเอ็มจีชี้ประโยชน์ธุรกิจไทยยุคเออีซี
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานบีโอไอได้เดินสายไปจัดโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นและจัดสัมมนาใหญ่ในไทย เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้มาจัดตั้งกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) พบว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี จึงคาดว่าจนถึงสิ้นปี 2558 น่าจะมีภาคเอกชนยื่นขอใช้สิทธิดังกล่าว 100 โครงการ
สำหรับช่วงครึ่งปีแรกมีนักลงทุนต่างชาติยื่นขอลงทุนจัดตั้ง IHQ และ ITC ในไทยแล้ว รวม 34 โครงการ ขณะที่นักลงทุนไทยนั้น แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายใดยื่นเข้ามา แต่ก็มีบริษัทขนาดใหญ่ที่ขยายการลงทุนไประดับภูมิภาคหลายราย ได้เข้ามาหารือกับทางสำนักงานเพื่อศึกษาข้อมูลบ้างแล้ว
ทั้งนี้ สำนักงานเตรียมจะเดินสายโรดโชว์ที่ประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นนักลงทุนอีกชาติหนึ่งที่ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อเชิญชวนให้ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน IHQ และ ITC ของภูมิภาค
ด้าน นางเบญจมาศ กุลกัตติมาส กรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้สิทธิประโยชน์หลายอย่างของการจัดตั้ง IHQ อาจจะมุ่งหวังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ในระยะยาวนักลงทุนไทยจะได้รับประโยชน์จากการจัดตั้ง IHQ ในไทยเช่นกัน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บริษัทไทยอาจขยายการลงทุนไประดับภูมิภาคมากขึ้น เมื่อจัดตั้ง IHQ ในไทยก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคุ้มค่า
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างการจัดตั้ง IHQ ในไทยกับมาเลเซียและสิงคโปร์ พบว่าเงื่อนไขการเป็น IHQ ของไทยง่ายกว่า และให้สิทธิประโยชน์ยาวนานกว่า เช่น ทุนจดทะเบียน IHQ ในไทยขั้นต่ำใช้เพียง 10 ล้านบาท แต่ของมาเลเซียต้อง 22 ล้านบาท ของไทยมีระยะเวลาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนานถึง 15 ปี อย่างไรก็ดี สิงคโปร์อาจปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการสนับสนุนการจัดตั้ง IHQ ในสิงคโปร์ในอนาคตเช่นกัน







