
เศรษฐกิจป่วย ก็หายได้
โดย...ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
สิบห้าปีที่แล้ว ปี ค.ศ. 2000 ระหว่างที่ผมศึกษาอยู่ที่ MIT สหรัฐอเมริกา ผมทำงานให้กับธนาคารโลกในโครงการฟื้นเศรษฐกิจของเอเชีย ผมกลับประเทศไทยมาเพื่อสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติชั้นนำ เช่น บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รายใหญ่ที่สุดของโลก บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ และอีกหลายบริษัทชั้นนำที่มีฐานการประกอบในประเทศไทย
สิ่งที่ธนาคารโลกอยากรู้ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและอาเซียนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ. 1997
ผมพบว่า ทุกบริษัทต่างชาติ รักเมืองไทย และรักคนไทย แต่ถ้าถามว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปนานแค่ไหน ทุกบริษัทตอบเหมือนกันว่า ขึ้นอยู่กับค่าแรงและคุณภาพแรงงาน
นั่นหมายความว่า หากที่อื่นถูกกว่าและแรงงานใช้ได้ เค้าก็ไม่ลังเลที่จะย้ายฐานการผลิต แม้จะรักเมืองไทยแค่ไหนก็ตาม หากถึงวันนั้น เศรษฐกิจไทยคงปั่นป่วนหนักกว่านี้
ปัจจุบันมีกูรูหลายท่านเตือนว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนป่วย เป็นทั้งโรคไข้หวัดที่ติดจากเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ ทั้งโรคเข่าเสื่อมวิ่งไม่ออก เพราะขาดการพัฒนาเทคโนโลยี ไปวิ่งแข่งสู้ใครไม่ได้ ทั้งหมดมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ผมเชื่อว่าคนป่วยได้ก็หายได้ หากรักษาถูกวิธี
ถ้าเปรียบหมอคือรัฐบาล และคนไข้คือประเทศชาติประชาชน เมื่อทั้งหมอและคนไข้ร่วมมือกัน โรคแบบนี้เยียวยาได้ โรคหวัดก็คงดีขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว แต่ดูเหมือนว่าโรคเข่าเสื่อมจะหนักที่สุด ยังไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งต่อไปได้
ตั้งแต่ผมกลับมาศึกษาเรื่องเศรษฐกิจไทยจนถึงปัจจุบันนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง การลงทุนกับการวิจัยอาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ยังห่างไกลความก้าวหน้าของประเทศอื่น โดยงบประเทศด้านการวิจัยของไทยเพิ่มขึ้นจาก 0.1% ของ GDP ไปเป็นประมาณ 0.24% เท่านั้น ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนในงานวิจัยถึง 3.5% ยิ่งอิสราเอลกล้าลงทุนมากกว่า 4% มากกว่าไทยเกือบ 20 เท่า ประเทศจึงยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ต้องกลัวใคร เพราะไม่ต้องพึ่งใคร
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยี เช่น อเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ยังคงทุ่มด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง
เรื่องวิจัยจึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง แม้คิดจะแก้มาหลายสิบปี แต่ไม่เคยได้ลงมืออย่างจริงจัง รัฐจะช่วยได้หลายวิธี ทั้งเรื่องผลตอบแทนทางภาษี หากเอกชนลงทุนในงานวิจัยของบริษัท และยิ่งให้ผลตอบแทนมากขึ้นอีก หากลงทุนร่วมมือกับมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังต้องหาอุตสาหกรรมผู้นำให้ได้ เพื่อปั้นจนสำเร็จ ให้เป็นต้นแบบแก่อุตสาหกรรมอื่น ซึ่งเรื่องการสร้างชาติจากการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ จะช่วยให้ไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และลดการพึ่งพาประเทศอื่นลง แต่การจะทำให้สำเร็จได้ ต้องอดทน เพราะต้องทั้งลองผิดลองถูก และต้องใช้เวลา แต่เมื่อสำเร็จ จะยกระดับประเทศได้อย่างยั่งยืนที่สุด
ในความเป็นจริง ไม่ว่ารัฐบาลหรือใครก็ตาม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ในเวลาอันสั้น แต่เมื่อคิดได้แล้ว ก็ต้องทำทันที อย่ารอ มุ่งโฟกัสทำเรื่องที่สำคัญที่สุดต่ออนาคต เช่น เรื่องการพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยีก่อน ต้องมีการวางแผน และมีเส้นทางเดินหรือ Road Map ในการแก้ปัญหา เมื่อรัฐบาลไหนมาต้องเดินตามแผน ช่วยกันทำต่อไป ไม่ควรทำทีเดียวเลิก
ผมยังมั่นใจในคนไทย เชื่อว่าเราจะหายป่วยและกลับมาแข็งแรงได้ หากตั้งใจจะรักษาให้หายขาดจริงๆ







