
แล้งนี้ ‘สาหัส’ เงินหายแสนล.-ชาวนาหนี้ท่วม
แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าเขื่อนหลักๆ เพิ่มขึ้น
แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าเขื่อนหลักๆ เพิ่มขึ้น จนทำให้วิกฤตภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะผลกระทบภัยแล้งรอบนี้จะทำให้กำลังซื้อภาคเกษตรหายไปประมาณ 1 แสนล้านบาท
“ภัยแล้งรอบนี้ ทุ่งเจ้าพระยาที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ 50% ของประเทศ เรียกว่าสาหัส โดยผลผลิตข้าวทั้งนาปรังและนาปีจะลดลง 8 ล้านตัน หรือลดจาก 36 ล้านตันในปีที่แล้วเหลือ 28 ล้านตันในปีนี้ คิดเป็นเงินที่หายไปจากระบบ 6.43 หมื่นล้านบาท หากรวมกับภาคอื่นๆ ที่ฝนตกเฉลี่ยลดลงเช่นกัน คาดว่าเมื่อเอลนินโญรอบนี้สิ้นสุดจะทำให้รายได้เกษตรกรหายไป 1 แสนล้านบาท” เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้สัมภาษณ์“โพสต์ทูเดย์”
เลอศักดิ์ ระบุว่า ภัยแล้งครั้งนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เขารับราชการมา เห็นได้จากปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 30% โดยภาคเหนือฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 28% ภาคอีสานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 44% ภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 28% ภาคใต้ฝั่งตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 29% ภาคใต้ฝั่งตะวันตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 22% ส่วนภาคกลางแม้ว่าฝนจะตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 17% แต่ภาคกลางไม่มีน้ำต้นทุนของตัวเอง ต้องพึ่งพาน้ำจากภาคเหนือ คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์
“หากจะนำตัวเลขปริมาณน้ำในอ่างหลักๆ มาวัดแล้วบอกว่าปีนี้แล้งที่สุดในรอบ 50 ปี อาจไม่ตรงนัก เพราะปัจจุบันกิจกรรมการใช้น้ำต่างจากอดีต เช่น เมื่อก่อนทุ่งเจ้าพระยาทำนารอบเดียว แต่เดี๋ยวนี้ทำนา 2 ปี 5 รอบ หรือเมื่อก่อนยังไม่มีการเลี้ยงปลาในกระชัง แต่วันนี้เราปล่อยน้ำไปเลี้ยงปลาในกระชังปีละ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งเท่ากับน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 1 เขื่อน เอาเป็นว่าตั้งแต่มีการตั้ง สศก.มา และมีการจัดทำจีดีพีภาคเกษตรเมื่อ 30 ปีก่อน ปีนี้เป็นปีที่จีดีพีภาคเกษตรติดลบมากที่สุด โดยครึ่งปีแรกจีดีพีภาคเกษตรหดตัวแล้ว 4.2% และทั้งปีจะหดตัว 3.3-4.3%”
เลอศักดิ์ ยืนยันว่า วิกฤตภัยแล้งครั้งนี้ยังไม่ใช่วิกฤตแล้งทั่วประเทศ เพราะริมขอบแม่น้ำโขงยังมีฝนตกอยู่ โดยวิกฤตภัยแล้งยังจำกัดอยู่ในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ทำนาและใช้น้ำมาก ส่วนภาคอีสานที่แม้ฝนจะตกลดลง 44% แต่การทำนาในอีสานเป็นนาน้ำฝนกว่า 30 ล้านไร่ เมื่อยังไม่ถึงช่วงปลูกข้าวในเดือน ส.ค. จึงยังประเมินความเสียหายไม่ได้
“ภาคอื่นเขาไม่ร้องมากนัก เพราะเขาไม่ได้ทำนา เขาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ฝนแล้งรอบนี้จึงกระทบลุ่มเจ้าพระยาเป็นหลัก เพราะไม่มีน้ำต้นทุนของตัวเอง ภาคอีสานเขาทำนาทีหลัง ซึ่งก็ต้องลุ้นว่ามีฝนหรือไม่ ถ้าไม่มีฝนก็กระทบแรง เพราะพื้นที่ 30 ล้านไร่อยู่นอกเขตชลประทาน และอาศัยน้ำฝนทำนา หากฝนไม่มารัฐบาลก็ต้องสร้างงานให้เขา”
แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสเสมอ เลอศักดิ์ บอกว่า แม้ว่าเอลนินโญจะทำให้ฝนตกน้อยทั่วประเทศ แต่เกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อยยังพออยู่ได้ เช่น กลุ่มที่ปลูกพืชแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ อาทิ มันสำปะหลังและข้าวโพด มีโอกาสอีกมาก เพราะจีนและสหภาพยุโรป (อียู) มีคำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มผลไม้ เช่น มังคุด ลำไย ทุเรียน ที่ผลผลิตลดลง 10-22% ได้ทำให้ทิศทางราคาดีขึ้น มีคนแย่งกันซื้อ ส่วนสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ปีนี้เติบโตได้ 2% โดยเฉพาะเนื้อไก่ เนื่องจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สั่งซื้อไก่เพิ่ม
“ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่าอ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา อย่างปาล์มก็ต้องป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำเข้า ส่วนข้าว ถ้าสต๊อกที่รัฐถืออยู่ 15 ล้านตันหมดเมื่อไหร่ ราคาจะไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท/ตัน มีที่น่าห่วงคือยาง ซึ่งคาดว่าราคาจะตกต่ำต่อเนื่อง เพราะมียางสังเคราะห์ที่มีราคาถูกจากราคาน้ำมันที่ลดลงมาทดแทนได้ ในขณะที่ความต้องการใช้ยางลดลงจากเศรษฐกิจโลกถดถอย อีกทั้งสต๊อกของเรามีกว่า 2 แสนตัน แต่ก็ทราบมาว่ามีการเล่นกำลังภายในที่จะทำสัญญาขายยางให้จีน”
ทว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร เลอศักดิ์ ระบุว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา จีดีพีภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีสัญญาณหดตัวต่อเนื่อง แต่สาเหตุที่จีดีพีภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่จีดีพีเกษตรหดตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 เป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร
“จีดีพีภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท ที่ยังยันไว้ได้ เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโตต่อเนื่อง ไม่ต่างจากที่สหรัฐและอียูมีมาตรการคิวอี แต่เป็นดีมานด์เทียม เป็นผลจากประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อไม่มีมาตรการต่อบวกกับภัยแล้ง จีพีดีเกษตรก็ลดลงทันที คาดว่าจีดีพีภาคเกษตรปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท”
ในขณะที่ในฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อจีดีพีภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ
“วันนี้เรามีครัวเรือนเกษตรกร 7 ล้านครัวเรือน มีประชากร 30 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประเทศ เมื่อภัยแล้งได้ทำให้รายได้ชาวนาที่เป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่หายไป 1 แสนล้านบาท ในขณะนี้ที่เศรษฐกิจมันฝืด แถมมีหนี้ที่ต้องจ่าย ถ้าทุกคนบ่นเสียงมันก็ดัง เพราะคนมีส่วนได้ส่วนเสียมันเยอะ”
เลอศักดิ์ เสนอว่า มีปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไขให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นการลุกฮือประท้วงของชาวนาจะต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง คือวันนี้ชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง 80% เช่าที่ทำนาจากนายทุนหรือ “แลนด์ลอร์ด” โดยที่นา 9 ล้านไร่ในภาคกลาง จะเป็นพื้นที่เช่า 7 ล้านไร่ ในขณะที่ชาวนาที่เช่าที่นามีสถานะแค่ “คนงาน” เท่านั้น เพราะนายทุนเป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต ไม่เว้นแม้แต่เครื่องจักรไปจนถึงโรงสี ชาวนาจึงไม่พ้นกับดักความยากจน
“สิ่งที่เราต้องเร่งทำ คือ การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมีตลาดรองรับ ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ที่เราผลิตสินค้าเกษตรมา แต่ยังไม่รู้จะเอาไปขายให้ใคร ประเทศอื่นๆ เขารู้หมดว่าดีมานด์ซัพพลายเป็นอย่างไร จะผลิตอะไร ขายให้ใคร รัฐบาลต้องกล้าใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรใหม่ โดยเฉพาะข้าว ที่ต้องมุ่งผลิตเป็นแปลงใหญ่ ถ้าไม่มีเงินซื้อที่ดินจากนายทุนก็ใช้วิธีเช่าที่ดินจากนายทุนมาให้เกษตรกรทำแบบนาผืนใหญ่ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ต้นทุนจะสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องใส่เงินลงไปเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ตอนนี้วิกฤตแล้ว”
เลอศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า “เข้าใจว่าที่รัฐบาลไม่ทำอะไร เพราะกลัวคำว่าประชานิยม แต่ตอนนี้มันวิกฤต น้ำฝนลดไป 30% จึงต้องมีกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาทดแทนโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา เช่น ให้เงินกู้และส่งเสริมให้ชาวนาไปปลูกพืชอื่น จ้างงานไปสร้างแหล่งน้ำแก้มลิง หรือถ้าจะมีโครงการใหญ่ก็ทำไปเลย เช่น สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาสักเมือง ก็เกณฑ์คนมาทำ ในระหว่างนี้ก็หยุดหรือชะลอการใช้น้ำในเขื่อนภาคเหนือลง เพราะกว่าจะเติมน้ำในเขื่อนให้อยู่ในภาวะปกติก็ต้องใช้ 2-3 ปี ที่สำคัญรัฐบาลต้องกล้าเข้าไปแตะนายทุนใหญ่ อย่างตอนนี้ราคาน้ำมันลดลง 50% แต่กลุ่ม 5 เสือค้าปุ๋ยยังไม่ยอมลดราคาเลย”







