posttoday
ลงทุนตราสารหนี้ ช่วงดอกเบี้ยต่ำ ‘สั้น’ หรือ ‘ยาว’ ถึงจะดี

ลงทุนตราสารหนี้ ช่วงดอกเบี้ยต่ำ ‘สั้น’ หรือ ‘ยาว’ ถึงจะดี

27 กรกฎาคม 2558

ช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำจนน่าใจหาย หลายคนก็แนะนำให้ไปลงทุนในหุ้นหรือต่างประเทศแทนก่อน แต่ปัญหาคือ ถ้าเราไม่ชอบการลงทุนใน หุ้นและไม่อยากกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพราะยังชอบการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ จะทำอย่างไรดี

ช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำจนน่าใจหาย หลายคนก็แนะนำให้ไปลงทุนในหุ้นหรือต่างประเทศแทนก่อน แต่ปัญหาคือ ถ้าเราไม่ชอบการลงทุนใน หุ้นและไม่อยากกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพราะยังชอบการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ จะทำอย่างไรดี

คำถามในใจผู้ลงทุนประเภทนี้ คือ แล้วเราควรจะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาวดี? หรือควรรอเวลาให้ผลตอบแทนตราสารหนี้สูงจนพอใจก่อน...ถึงจะลงทุน

จริงๆ แล้วมีแนวคิดที่ต่างกันในประเด็นนี้ เพราะในมุมมองของผู้จัดการกองทุน ถ้าทิศทางดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ผู้จัดการกองทุนก็จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นมากเพื่อป้องกันการขาดทุนจากการ Mark to Market (การประเมินมูลค่าตราสารให้เป็นมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบัน ณ วันที่คำนวณ) ซึ่งอาจทำให้ NAV ติดลบได้หากดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น

อย่างกองทุน T-GlobalBond ของ บลจ.ธนชาต ที่ลงทุนในกองทุน Templeton Global Bond Fund พบว่าอายุเฉลี่ยของตราสารในพอร์ตของกองทุนหลัก (Templeton Global Bond Fund) ในเดือน มิ.ย.มาอยู่ที่ 0.13 ปี (ประมาณ 1.5 เดือน) ซึ่งถือว่าเป็นอายุตราสารที่สั้นมากทีเดียวสำหรับการบริหารตราสารหนี้ของกองทุนระดับโลก

แต่ในมุมของผู้ลงทุนนั้นย่อมแตกต่างจากการทำงานของผู้จัดการกองทุนครับ การซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุยาวๆ แบบครบอายุ น่าจะคุ้มค่ากว่าเพราะ (1) ผู้ลงทุนจะรับรู้ประมาณการดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน และยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารที่มีอายุสั้นกว่า (2) หากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายน้อยกว่า 1% ต่อปี การลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวๆ ประมาณ 3-5 ปี ก็จะกำไรกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ต่ออายุไปเรื่อยๆ จนครบ 3 ปี 5 ปี ข้อสำคัญผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้อง Mark to Market ตราสารที่ตัวเองถืออยู่เหมือนผู้จัดการกองทุนครับ

ด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังคงซึมเซาอยู่ในขณะนี้ ทำให้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ และแรงๆ นั้นไม่ง่ายนัก และแนวโน้มลดดอกเบี้ยกลับมีมากกว่า ด้วยเหตุเพราะการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่เราคาดหวังไว้ในช่วงครึ่งปีแรกทำได้ไม่ตรงตามเป้าที่วางไว้ ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบทั้งภาคเกษตรและภาคครัวเรือน แม้จะคลี่คลายไปพอสมควร แต่ก็ยังคงต้องจับตามองอยู่ ประกอบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องยอมปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นตาม ก็ไม่น่าจะปรับเร็วและแรงจนส่งผลกระทบต่อดอกเบี้ยในไทยมากนัก เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย

 แล้วทำไมตราสารหนี้อายุ 3-5 ปี ถึงน่าสนใจกว่า 5-7 ปี ?…

เพราะเราประเมินว่าในช่วงปี 2558-2559 ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วนั้นน้อยมาก แต่ในปีถัดไปอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ที่รวดเร็วและก้าวกระโดดหากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดจากโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจทำให้ตราสารหนี้ที่ผู้ลงทุนถือขาดทุนหรือเสียโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ หากถือตราสารอายุยาวมากๆ

ในพอร์ตจำลองที่ผมได้ลองทำดูจะพบว่าหากลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 3 ปี เทียบกับลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 6 เดือน และต่ออายุทุก 6 เดือนไปจนครบ 3 ปี แล้วสมมติฐานว่ากองทุนตราสารหนี้ 3 ปี ให้ผลตอบแทนที่ประมาณ 3% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ 6 เดือน ปัจจุบันน่าจะอยู่ราวๆ 2% ต่อปี ในกรณีที่ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นปีละไม่เกิน 1% ต่อปี การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว 3 ปี แบบล็อกผลตอบแทนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ดังนั้น ในจังหวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากมีการวิเคราะห์และดูแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยอย่างละเอียดและรอบด้าน การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ