
‘ก่อโชค’ ผมไม่ใช่ ‘อัศวินรัตติกาล’
“ก่อโชค แสงทองอร่าม” นักลงทุนผู้กล้าแทรกตัวเข้ามาลงทุนหุ้น พีเออี (ประเทศไทย) หรือ PAE การทุ่มเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท เข้าถือหุ้น จำนวนมาก 185 ล้านหุ้น (6.71%) ส่งให้เขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ณ การปิดสมุดทะเบียนหุ้นล่าสุด
“ก่อโชค แสงทองอร่าม” นักลงทุนผู้กล้าแทรกตัวเข้ามาลงทุนหุ้น พีเออี (ประเทศไทย) หรือ PAE การทุ่มเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท เข้าถือหุ้น จำนวนมาก 185 ล้านหุ้น (6.71%) ส่งให้เขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ณ การปิดสมุดทะเบียนหุ้นล่าสุด
หาก “ก่อโชค” เข้ามาลงทุนในภาวะปกติ ไม่ได้ฉวยโอกาสจากการแฉ PAE ของหนุ่มนิรนามที่เรียกตัวเองว่าเป็น “อัศวินรัตติกาล ตลาดหุ้นไทย” “ก่อโชค” จะไม่อยู่ในความสนใจของใครๆ เลย การเข้ามาของเขาบนความแรงของการ “แฉ” พฤติกรรม “ขุนช้าง” หรือ “นายซันเต๋อ” ทำให้คิดกันไปมากมายว่า “ก่อโชค” เป็นใครกันแน่ เป็นตัวแทน (นอมินี) “นายทุน” หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตี PAE เพื่อหาผลประโยชน์จากหุ้นตัวนี้
ก่อนอื่นเขาปฏิเสธและยืนยันว่าไม่รู้จัก “อัศวินรัตติกาลฯ” ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ด้วย เขาเป็นแค่นักลงทุนคนหนึ่งที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น
ก่อนจะเป็น “ก่อโชค” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ PAE
“ก่อโชค” ยึดถือคติว่า “หุ้นสามารถสร้างความมั่งคั่งได้” เขาจึงมีความสนใจการลงทุนตั้งแต่เด็ก เดินเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่อายุ 17 ปี ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจากทางบ้านที่มีฐานะดีเป็นพื้นฐานการลงทุนอยู่แล้ว แม้ว่าฐานะ “มีอันจะกิน” ของทางบ้าน ก็ไม่สามารถยั้งความคิด “อยากรวย สร้างด้วยตัวเอง” ของเขาได้ “ตั๋ง” เป็นชื่อที่เขาใช้เรียกตัวเอง จึงมุ่งมั่นศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างทุ่มเท และเริ่มลงทุนตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ ผ่านพอร์ตลงทุนของคุณพ่อ ซึ่งสนับสนุนการลงทุนให้กับลูกชายคนนี้อย่างเต็มที่
การลงทุนช่วงแรกๆ ด้วยเงินทุนที่คุณพ่อซึ่งเป็นอัยการ ให้ทุนไว้ 2 แสนบาท ก็มีได้-มีเสีย แต่ไม่ถึงกับ “หมดตัว” พอเจอวิฤกตปี 2008 เงินลงทุนเหลือไม่ถึงแสน แค่ 6-7 หมื่นบาทเท่านั้น หุ้นที่ซื้อลงทุนมีทั้งแบงก์กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ ปตท. สไตล์การลงทุนหลากหลายจากคำวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ และบทวิเคราะห์
“ช่วงแรกของการลงทุน ผมถือหุ้น 6 เดือน-1 ปี ความผิดพลาดของผมครั้งนั้น คือ ไม่กล้า Cutloss (ตัดขายขาดทุน) และถือหุ้นไว้เฉยๆ ผมมานั่งทบทวนและคิดว่าถ้าเราวิเคราะห์ผิด ต้องกล้ารับผิด กล้าคัดล็อต ไม่ใช่ถือแช่ไว้จึงเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนแนวลงทุนใหม่”
หลังวิกฤตจบ เงินที่เหลือไม่ถึงแสนบาท เขาโทษตัวเองทำเงินพ่อเสียหาย แต่พ่อกลับให้เงินลงทุนก้อนใหม่ใหญ่กว่าเดิม เป็นเงินมากถึง 5 ล้านบาท ถือเป็นเงินก้อนสำคัญที่เปลี่ยนวิถีชีวิตการลงทุนให้กับ “ตั๋ง” เลยทีเดียว เพราะเงินก้อนนี้เขาใช้ลงทุนช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพียง 3 ปี พอร์ตลงทุนโตจาก 5 ล้านบาท เป็น 11 ล้านบาท อย่างรวดเร็วง่ายดาย
โชคไม่ได้ดีเสมอไป การลงทุนมีความเสี่ยง “ตั๋ง” มาเจอตัว SMT (สตาร์ส ไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย )) ซื้อ 2 วัน ขาดทุน 30% จากราคาซื้อ บทเรียนสอนให้คัดล็อตทันที ถึงแม้จะเสียหายจาก SMT ไม่ทำให้เขาเข็ดขยาดกับตลาดหุ้น แต่กลับเดินหน้า “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อเอาชนะตลาดหุ้นให้ได้
“ตั๋ง” มีความคิดใหม่ ด้วยการเริ่มต้นศึกษาค้นหาหุ้นที่มีราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ มานั่งเรียงลำดับหาค่าพี/อีต่ำในที่สุดเขาได้หุ้นบางจาก (BCP) ที่มีพี/อี 4 เท่า หรือราคา ขณะนั้น 19 บาท (ในปี 2012) และจังหวะที่ผลประกอบการหุ้นบางจากดีขึ้น เขาจึงได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากหุ้นบางจาก
การลงทุนของเขาจะสำเร็จไม่ได้ นอกจากคุณพ่อแล้ว “ตั๋ง” ได้ที่ปรึกษารอบรู้อย่าง “ภูษณ ปรีย์มาโนช” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคุณพ่อเข้ามาช่วยสอนการลงทุนและธุรกิจให้
“ก่อโชค” ค้นพบว่า การลงทุนด้วยหุ้นพี/อีต่ำ ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป หุ้นพี/อีต่ำไม่ได้แปลว่าธุรกิจดี และมีข้อเสียเหมือนกัน เพราะหุ้นพี/อีต่ำมีทั้งกิจการที่ห่วยแตก และที่มีอนาคตเติบโตได้ ซึ่งเขาค้นพบจากการลงทุนหุ้น MCS (เอ็ม.ซี.เอส สตีล) ถึงพี/อี ต่ำ เขาเสียหายจากหุ้นตัวนี้ 30% ภายในเวลา 6 เดือน
สุดท้ายเขาค้นพบว่า การโฟกัสที่ธุรกิจเป็นวิธีที่ดีสุด จึงเริ่มมองหาธุรกิจที่มีเงินสดเข้าสม่ำเสมอ และรู้ว่าธุรกิจพลังงานทางเลือกที่มีอัตราส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในช่วงนั้นซื้อลงทุน SPCG, และอีกหลายตัว เช่น EPCO, SUPER และ IEC การซื้อแต่ละครั้งแต่ละตัวให้น้ำหนักเท่ากันคือ 20% ของพอร์ตลงทุน จากนโยบายลงทุนหุ้นพลังงานทางเลือกสู่พลังงานจากขยะ BWG (เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน) ซึ่งเป็นธุรกิจที่รับกำจัดขยะ จึงมีความเสี่ยงต่ำจากวัตถุดิบ
สุดท้ายก่อนจบการสนทนาที่มาของการซื้อ PAE เขาไม่ปฏิเสธที่จะบอกว่า ความคาดหวังว่า “ชนะชัย ลีนะบรรจง” จะเข้าไปพลิกพื้นธุรกิจ PAEให้ดีขึ้นได้ เขาเชื่อเช่นนั้นจากประสบการณ์ธุรกิจก่อสร้างของ “ชนะชัย” และธุรกิจในกลุ่ม และที่่สำคัญ PAE ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ณ ราคาที่ลงทุน 0.43 บาท เป็นราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าแท้จริง ที่มองว่าบริษัทลูกของ PAE จะปลดล็อกให้กับ PAE ได้ในที่สุด







