
แบงก์กัดฟันหั่นกำไร กันสำรองสู้เศรษฐกิจซบ
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ภาพรวมผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ที่ออกมาในครึ่งปีแรก อาจไม่สดสวยอย่างที่นักลงทุนอยากเห็น เนื่องจากแต่ละธนาคารเลือกที่จะเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ หากไม่นับการตั้งสำรองหนี้เสีย แต่ละธนาคารต่างมีกำไรเติบโตกันถ้วนหน้า ซึ่งถือว่าน่าพอใจภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใสเท่าที่ควรในครึ่งปีแรก แม้จะเป็นกำไรที่มาจากรายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นส่วนใหญ่ เพราะการปล่อยสินเชื่อไม่สามารถขยายตัวได้มาก จากการที่ภาคเอกชนไม่ขยายการลงทุน ประกอบกับส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) ก็ต่ำลงจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงกว่าที่คาดหมายไว้ ส่งผลให้แนวโน้มคุณภาพหนี้แย่ลง เห็นได้จากสัญญาณของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เกือบทุกธนาคารขยับขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะธนาคารที่มุ่งเน้นสินเชื่อเอสเอ็มอีและรายย่อย
แนวโน้มคุณภาพหนี้ที่อ่อนแอมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้เกือบทุกธนาคารเลือกที่จะหั่นกำไรมาตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น แบบเชิงรุก คือ ป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
ธนาคารกรุงเทพ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 5,901 ล้านบาท ทำให้ธนาคารมีอัตราส่วนสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพคิดเป็น 170.4% โดยมีอัตราสำรองถึง 243% สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ธนาคารกรุงไทย ตั้งสำรองในช่วง 6 เดือนแรกรวม 11,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,638 ล้านบาท โดยมีนโยบายเพิ่มตั้งสำรองหนี้เสียจากเดือนละ 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท และเพิ่มสำรองพิเศษอีก 3,600 ล้านบาท
ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งสำรองเพิ่ม 5,131 ล้านบาท ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจาก 3,601 ล้านบาท จากไตรมาสแรก ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาส 2 จำนวน 6,037 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากไตรมาสแรก
“การตั้งสำรองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจเกิดผลกระทบกับลูกค้า ซึ่งทอนมาเป็นหนี้ที่มีปัญหามากขึ้น ส่วนครึ่งปีหลังต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกหรือไม่ยังบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจประเทศ แต่ผลประกอบการที่ชะลอลง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ” บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ให้เหตุผลของการตั้งสำรองเพิ่มสูงของกสิกรไทย
ไม่เพียงธนาคารยักษ์ใหญ่ แต่ธนาคารขนาดกลางลงมาถึงธนาคารขนาดเล็ก ต่างมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ชนิดที่เรียกว่า ยอมให้ราคาหุ้นตกได้ แต่ไม่ยอมให้เสถียรภาพของธนาคารสั่นคลอน เพราะมีประสบการณ์ปี 2540 เป็นบทเรียนสำคัญ
อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ระบุว่า ในไตรมาส 2 ธนาคารมีกำไรดีขึ้น จึงตัดสินใจตั้งสำรองพิเศษเพิ่มรอบนี้ 1,243.91 ล้านบาท เนื่องจากกังวลความเสี่ยงของลูกค้ารายใหญ่บางราย แม้ว่าจะยังไม่เป็นเอ็นพีแอลก็ตาม โดยคิดว่าการสำรองน่าจะเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองพิเศษเพิ่มในครึ่งปีหลัง
ด้านธนาคารเล็ก อย่างธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แม้จะปรับแผนธุรกิจมาเน้นสินเชื่อรายใหญ่ที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ตั้งสำรองหนี้เสียไตรมาส 2 ไว้ 297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสแรก และยังมีแผนที่ตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นทุกเดือนในครึ่งหลังของปี จากปกติที่สำรองไว้เดือนละ 500 ล้านบาท ทำให้ต้องคงเป้าหมายกำไรสิ้นปีไว้ที่ 20-25% ทั้งที่ครึ่งแรกของปีมีกำไรเพิ่มถึง 40.5%
สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนว่า เศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์มุ่งตั้งการ์ดป้องกันตัวเองไว้จากปัญหาหนี้ที่มีแนวโน้มจะด้อยคุณภาพลง มากกว่าการเติบโตของผลดำเนินงาน
เป็นการประคับประคองธุรกิจของธนาคารไว้ เพื่อรอให้ภาครัฐมีความชัดเจนในการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายสินเชื่อเพื่อการลงทุน แทนที่จะเก็บกินค่าธรรมเนียมเหมือนในปัจจุบัน







