posttoday
ทองร่วง บาทอ่อน ดอลลาร์แข็งรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ทองร่วง บาทอ่อน ดอลลาร์แข็งรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย

27 กรกฎาคม 2558

โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์

โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์

ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.85-35.15 ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนทั่วโลกจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 28-29 ก.ค. ซึ่งธนาคารกสิกรไทยมองว่าปัจจัยที่ต้องจับตามี 3 ประการ

ประการแรก เฟดอาจปรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจให้สดใสขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคแรงงานและภาคบ้าน สะท้อนว่าประชาชนชาวอเมริกันเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน

ประการที่สอง คือ ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น นอกจากนี้เงินเหรียญสหรัฐอาจแข็งค่าเร็วเกินไปจนกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐให้ลดลงอีก

ประการสุดท้าย คือ ผลการลงคะแนนของคณะกรรมการว่าจะมีจำนวนคณะกรรมการที่ไม่เห็นด้วยกี่ท่าน โดยหากมีกรรมการที่มีความเห็นไม่ตรงกับคณะกรรมการส่วนใหญ่ อาจสะท้อนว่ามีจำนวนกรรมการมากขึ้นที่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งหากผลการประชุมออกมาตามที่คาด เงินเหรียญสหรัฐจะยังคงแข็งค่าต่อไป โดยในบรรดาสกุลเงินเอเชีย เราคาดว่าสกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกสินแร่และพลังงานอย่างเงินริงกิตและเงินรูเปียห์จะโดนผลกระทบมากที่สุด รองลงมา คือ เงินรูปีและเงินบาท ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ค่อนข้างผันผวนต่อราคาทองมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม หากผลการประชุมของเฟดออกมาในมุมที่แตกต่างและทำให้เงินเหรียญสหรัฐไม่แข็งค่ามากขึ้น แต่ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนยังมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ 34.23 และอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าความกังวลเรื่องกรีซจะปรับลดลงแล้วก็ตาม โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้สกุลเงินประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกอ่อนค่าลงมาจากการที่ความกังวลเกี่ยวกับกรีซลดลง ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด ทั้งในภาคบ้านและการจ้างงาน ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างชัดเจน เพื่อรองรับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟด ซึ่งนักลงทุนส่วนหนึ่ง รวมทั้งกสิกรไทย คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้

เงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0831 ประเด็นที่เป็นแรงขับเคลื่อนเงินยูโรมาจากข่าวดีจากฝั่งของกรีซ หลังจากที่รัฐสภาของกรีซผ่านร่างปฏิรูปเศรษฐกิจและมาตรการรัดเข็มขัดทางการเงินเรียบร้อย ทำให้รัฐบาลกรีซสามารถเดินหน้าเจรจาข้อต่อรองเพื่อรับแผนเงินช่วยเหลือครั้งที่ 3 จากเจ้าหนี้ยูโรโซนได้ เงินยูโรจึงแข็งค่าขึ้น แต่เรายังมองว่าเงินยูโรจะกลับอ่อนค่าลงต่อในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อยังเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสหรัฐ เงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 124.06 ตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญนัก ซึ่งมุมมองว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้นั้น หนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และกดดันค่าเงินเยนต่อเนื่อง นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้เปิดเผยรายงานนโยบายการเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายเริ่มประเมินถึงผลเชิงบวกของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อการ
กระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มน้อยลง

นอกจากนี้ ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ยังออกมาแสดงความเห็นว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการไม่ใช่การใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติม แต่เป็นการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งสิ่งที่ควรมุ่งเน้นนั้นมี 3 ประเด็น คือ การเพิ่มประชากรและทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุลดลง การเพิ่มการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน โดยทั้งสามประเด็นนั้นน่าจะไปช่วยเพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีหากยังไม่เห็นการปฏิรูปที่ชัดเจน ธนาคารกลางก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพิมพ์เงินต่อไป และกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินเยนให้ยังอยู่แนวโน้มที่อ่อนค่า ช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินเยนปิดตลาดที่ระดับประมาณ 123.96

การที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์สกุลเงินบาทรวมถึงพันธบัตรรัฐบาล เพื่อตัดขาดทุนจากค่าเงิน นอกจากนี้เงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างมากทำให้ตลาดเชื่อว่ามีโอกาสน้อยลงที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจาก ธปท.เคยกล่าวว่าปัจจัยเรื่องค่าเงินเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ได้ปรับเพิ่มขึ้นทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะหุ้นกู้รุ่นอายุ 3 ปี มีอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากที่ในสัปดาห์ก่อนหน้าได้ปรับลดลงอย่างมากจนแทบมีอัตราผลตอบแทนเท่ากับหุ้นกู้รุ่นอายุ 2 ปี

หุ้นกู้ตลาดแรกที่ออกในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารทิสโก้ อันดับความน่าเชื่อถือ A ออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ รวมทั้งหมด 3 รุ่น คือ อายุ 1 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.75% มูลค่า 600 ล้านบาท อายุ 1.5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.875% มูลค่า 6,000 ล้านบาท และอายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% มูลค่า 1,900 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น อันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ (tha) ออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10 ราย อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.95% มูลค่า 400 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ