posttoday
"Net Neutrality" ความฝันของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต?

"Net Neutrality" ความฝันของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต?

26 กรกฎาคม 2558

จะดีไหม หากผู้คนในสังคมสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกแบ่งแยกด้วยสารพัดปัจจัย?

โดย...ทศพล แซ่เตีย

จะดีไหม หากผู้คนในสังคมสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกแบ่งแยกด้วยเรื่องราคาค่าใช้บริการ หรือ สารพัดแพคเกจต่างๆทางการตลาด?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมาก จนอาจเรียกได้ว่าเทียบเท่าน้ำประปา ไฟฟ้า และอากาศ

เช้าขึ้นมาก็ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือมาอัพเดทข้อมูลข่าวสารก่อนเป็นอันดับแรก พอถึงออฟฟิศหลายคนก็ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลหรือการส่งข้อความหาลูกค้า ขณะกลับบ้านก็ยังใช้อินเทอร์เน็ตในการแชทข้อความกับคนสนิทหรือใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ สุดท้ายเมื่อถึงบ้านก็ยังต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตในการดูคลิปวิดีโอจากยูทูปก่อนนอน

ยังไม่รวมถึงการติดต่อซื้อขายหรือการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ยังไม่พูดถึงอนาคตอันใกล้ที่อุปกรณ์ต่างๆ จำพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านที่จะมีฟีเจอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในตัวเอง

เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดแนวคิดผลักดันอินเทอร์เน็ตให้เป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างแท้จริง หรือพูดง่ายๆ คือ ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมและไม่ถูกกีดกัน แนวคิดนั้นเรียกอย่างไทยๆ ว่า "ความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ต" หรือ Net Neutrality

รู้จักความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ต

นิยามคร่าวๆ ของความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ตในมุมมองของผู้บริโภคคือ เป็นแนวคิดที่มุ่งเรียกร้องให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหรือผู้บริโภค (End-User) ได้รับความเท่าเทียมและไม่ถูกกีดกันการเข้าถึงจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP:Internet Service Provider) โดยเฉพาะในแง่ของการคิดค่าบริการเพิ่มเติม ซึ่งใช้อำนาจทางตลาดมาแบ่งแยกให้ผู้บริโภคได้รับบริการหรือการเข้าถึงที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่าแนวคิดดังกล่าวในมุมมองเรื่องการไม่แบ่งแยกผู้บริโภคนั้น จะเป็นประโยชน์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างเท่าเทียมตามที่ตนเองต้องการ เช่น ผู้มีรายได้น้อยก็สามารถรับชมคลิปยูทูปหรือตอบโต้บทสนทนากับเพื่อนพ้องบนโลกโซเชียลมีเดียได้อย่างไม่มีสะดุดเช่นเดียวกับผู้มีรายได้มาก โดยไม่ต้องซื้อแพ็คเก็จในราคาแพง เป็นต้น

หากมองในมุมกว้างแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังผลักดันให้เกิดการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมากยิ่งขึ้นผ่านโลกออนไลน์ เข้าถึงข้อมูลซึ่งอาจส่งผลพัฒนาความรู้และการศึกษา ทั้งยังสนับสนุนให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศมีแนวโน้มเจริญเติบโตขึ้นอีกด้วย

แนวคิดนี้ยังมอบผลประโยชน์ไปจนถึงกลุ่มผู้เผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์ (ICP:Internet Content Provider) รายเล็กๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยที่จะมีผู้เข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ตนเองมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามกรณีถกเถียงเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับแนวคิดความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ตนั้นยังเป็นเพียงแค่มิติเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายมุมที่กลายเป็นเรื่องให้พิจารณาถึงความเหมาะสมอีก เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกรูปแบบจะถูกปรับให้เท่าเทียมกัน จากเดิมที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะบริหารจัดการจราจรให้การใช้บริการวีดีโอคอล์ (Video Call) อย่างแอพพลิเคชั่น "สไกป์" หรือ "เฟซไทม์" ได้รับความเร็วในการจัดส่งข้อมูลมากกว่าการส่งอีเมลนั้น ก็จะเป็นการใช้บริการวีดีโอคอล์หรือการส่งอีเมลล้วนได้รับความเร็วในการจัดส่งข้อมูลเท่าเทียมกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุให้การใช้บริการวีดีโอคอล์เกิดการสะดุดเนื่องจากถูกลดทอนความเร็วลงไปกับการใช้งานอื่นๆ ที่ไม่ต้องอาศัยความเร็วมากนักเช่น การส่งข้อความ การอ่านบทความ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดความ"เท่าเทียม" 

หรือ การที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชะลอหรือปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากบริษัทคู่แข่ง และหันไปให้ความสำคัญอันดับแรกกับข้อมูลที่เป็นบริการของบริษัทในเครือตนเองแทน หรือหันไปให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นบริการของบริษัทผู้ผลิตเนื้อหาที่จ่ายเงินให้ ยกตัวอย่าง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอาจชะลอความเร็วเมื่อผู้บริโภคใช้บริการวิดีโอคอล์ผ่านสไกป์หรือเฟซไทม์ แต่จะให้ความเร็วเต็มที่เมื่อผู้บริโภคใช้บริการวีดีโอคอล์ของบริษัทตัวเองหรือพันธมิตร

ทั้งนี้ส่วนใหญ่มิติอื่นๆ รวมถึงที่เพิ่งระบุไปข้างต้นของแนวคิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นและถกเถียงกันที่ต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อาจยังไม่พบเห็นชัดเจนในประเทศไทย แต่ไม่แน่ว่าภายในเร็ววันบ้านเราอาจมีกรณีพิพาทเช่นเดียวกับต่างประเทศก็ได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย

แม้จะมีหลายกลุ่มเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเกิดเป็นรูปธรรมโดยสมบูรณ์ได้ยากยิ่ง โดยนอกจากจะขัดแย้งต่อกลุ่มผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังมีนักเศรษฐศาสตร์บางรายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอีกด้วย

ทำจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด

นักเศรษฐศาสตร์อย่าง "โรเบิร์ต ฮัน" ได้คัดค้านว่า หากภาคธุรกิจต่างๆ สามารถจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงช่องทางพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่ายได้ ธุรกิจเหล่านี้ก็จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการเข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า การแบ่งระดับการบริการเป็นหลักการพื้นฐานของธุรกิจอยู่แล้ว ธุรกิจหลากหลายชนิดสร้างตัวเลือกให้แก่ลูกค้าแต่ละระดับ และลูกค้าก็เป็นผู้เลือกบริการที่พึงพอใจเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็น "การแบ่งแยก"

ขณะที่นักทฤษฏีด้านกฏหมายเสรีนิยมและทนายความด้านทรัพย์สินทางปัญญา "สติฟาน คินส์ลา" ให้ความเห็นว่า นโยบายเครือข่ายที่เป็นกลางเป็นเพียงความพยายามของรัฐที่ต้องการจะเข้าแทรกแซงการดำเนินการของเอกชน โดยอ้างว่ากำลังช่วยเหลือประชาชน

เสียงคัดค้านบางส่วนยังมองว่า หากไม่มีข้อจำกัดจากความเป็นกลางเครือข่ายนี้แล้ว ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้เกิดบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการจะสามารถนำกำไรไปต่อยอดคุณภาพบริการของบริษัทตัวเองเพื่อแข่งขันกับบริษัทอื่น

เสียงจากผู้ให้บริการโครงข่ายในไทย

พิชิต  แก้วมาคูณ จาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์และสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้ แต่หากมีการนำแนวคิดความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ตมาใช้ในไทยทางบริษัทก็ย่อมต้องลงทุนมากยิ่งขึ้นมหาศาล ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่ได้มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเท่ากัน จึงอาจจะไม่จำเป็นก็ได้

"เรากำลังพูดถึงถนนในการส่งข้อมูล เป็นเส้นทางที่มีรถจำนวนมากและเป็นหน้าที่ของเราจะจัดการบริหารรถมหาศาลที่วิ่งอยู่บนถนน แน่นอนว่าก็ย่อมมีรถบางคันที่มีความจำเป็นต้องการไปเร็วกว่าซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ในแง่ของการบริหารเครือข่ายนั้น บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละประเภทก็มีความต้องการใช้ความเร็วไม่เท่ากัน อย่างวีดีโอคอล์เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งความเร็วสูง รอไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะดีเลย์ เสียงตะกุกตะกัก ขณะที่บริการอย่างอีเมลนั้นเป็นสิ่งที่รอได้ ในแง่ของโครงข่ายก็ต้องมีหน้าที่จัดการบริการเพื่อให้ผู้บริโภคทั้งหลายได้รับความสุขโดยถ้วนหน้า" นายพิชิตกล่าว

ด้าน วสุ คุณวาสี จากบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด กล่าวว่า เชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่บ้านเรายังคงมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้แนวคิดนี้นำมาใช้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมดาวน์โหลดผ่านโปรแกรมบิททอเรนต์ทั้งวัน ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ทางบริษัทจำเป็นต้องคอยจำกัดความเร็วในบางช่วงเวลาที่กำลังมีผู้ใช้หลายคนกำลังใช้งานอยู่

ขณะที่ อนันต์  รัชตมุทธา บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวคิดนี้ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่อยู่ การที่จะตัดสินใจทำอะไรควรเข้าใจในตัวแนวคิดนั้นให้ดีก่อน และมองว่าแนวคิดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนมากเท่าใด ทั้งยังคงกังขากับคำว่า"เป็นกลาง"ที่ว่านี้ว่าหมายรวมถึงความสมดุลและความเหมาะสมด้วยหรือไม่ ทางเอไอเอสสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจอย่างถูกต้อง เป็นไปตามหลักสากลและกลไกตลาดไป สุดท้ายแล้วความเหมาะสมจะสร้างกลไกของมันเอง

"อยากฝากคำถามว่า การที่ผู้บริโภคคนหนึ่งที่จ่ายเงินมากกว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพและปริมาณเท่ากับคนที่จ่ายเงินน้อยกว่านั้น ถือว่า'เป็นกลาง'หรือไม่?"

บทสรุป

เมื่อช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (Federal Communications Commission) หรือเอฟซีซีของสหรัฐอเมริกาเพิ่งได้ลงมติเห็นชอบข้อบังคับใหม่ของการกำกับกิจการอินเทอร์เน็ต โดยระบุให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นสาธารณูปโภค (public utility) ซึ่งถือเป็นก้าวหนึ่งของการสนับสนุนหลักการความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ทั้งนั้นแนวคิดนี้ก็ยังคงถูกถกเถียงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องใหม่มากและคิดว่าอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่าเรื่องนี้จะถูกนำมาถกเถียงในเมืองไทยอย่างจริงจัง เพราะเพียงแค่จุดให้บริการสัญญาณ Wi-Fi ฟรีก็ยังคงไม่สมบูรณ์แบบและไม่ได้รับการสานต่ออย่างที่ควรเป็นดั่งเช่นต่างประเทศเลย

อย่างไรก็ตาม ถกเถียงไว้แต่เนิ่นๆ ก็เป็นเรื่องดี เพราะสักวันหนึ่ง แนวคิดนี้ก็คงกลายเป็นประเด็นในไทยร้อนเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและประเทศแทบยุโรปในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ