
หุ้นตก-ทองเตี้ย-ดอกเบี้ยต่ำ ลงทุนแบบไหน...กำไรดี
คงต้องเรียกภาวะการลงทุนช่วงนี้ว่า ช่วงเวลา “ปราบเซียน” เพราะมองไปทางไหนก็ดูจะมีแต่ “ข่าวร้าย”
โดย...เจียรนัย อุตะมะ/สวลี ตันกุลรัตน์
คงต้องเรียกภาวะการลงทุนช่วงนี้ว่า ช่วงเวลา “ปราบเซียน” เพราะมองไปทางไหนก็ดูจะมีแต่ “ข่าวร้าย” ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยต่ำ ทองคำตก เศรษฐกิจโตช้า เมกะโปรเจกต์ยังไม่เดิน ตลาดหุ้นฝรั่งหาย พี่ไทยไม่กล้าเสี่ยง ดัชนีร่วงรูดจนน่าเป็นห่วงว่าจะ 1,400 จุด
เจอสถานการณ์แบบนี้จะยังมีการลงทุนอะไรที่พอจะให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่บ้างไหม ต้องให้ “กูรู” ตัวจริงเสียงจริงมาให้คำตอบ
- กองทุนอสังหาฯ น่าสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการลงทุนที่น่าสนใจในมุมมองของ วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ เพราะเป็นการลงทุนที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
“จะลงทุนกองทุนไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นสินทรัพย์ที่เราชอบ และเข้าใจโครงสร้างรายได้ของกองทุนนั้น หากไม่เข้าใจ แนะนำให้เลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะดีกว่า” วิน กล่าว
- ตราสารหนี้สั้นดีกว่ายาว
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำและมีแนวโน้มว่าจะต่ำลงไปอีก วินแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ที่เน้นลงทุนตราสารหนี้อายุ 6-24 เดือน เพราะจะได้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้ระยะยาว หากดอกเบี้ยปรับลดลงไปอีกตราสารหนี้ระยะสั้นจะได้กำไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ ความเสี่ยงยังต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะยาวอีกด้วย
- หุ้นไทยปันผลดีมีอีกเยอะ
แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะหวือหวายิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา แต่ถ้าเป็น “นักเก็งกำไร” น่าจะชอบภาวะตลาดแบบนี้ เพราะมีโอกาสให้ซื้อๆ ขายๆ หลายรอบ แต่ถ้าเป็นนักลงทุนธรรมดาๆ แนะนำให้มองหา “หุ้นปันผลสูง” จะดีกว่า
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำให้เลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนมากกว่า 5% และราคาไม่ผันผวนไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (หรือหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ)
นอกจาก “หุ้นปันผล” จะให้ผลตอบ แทนที่สม่ำเสมอแล้ว พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง ยังบอกว่า ยิ่งราคาหุ้นตกลงไปมากเท่าไร จะยิ่งทำให้อัตราเงินปันผลสูงขึ้นอีก
“หุ้นบางตัวที่เคยให้ปันผล 5% แต่พอราคาหุ้นตกลงมา 30-40% ก็ทำให้อัตราเงินปันผลเพิ่มเป็น 10% ซึ่งถือว่าสูงมากในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ที่อยู่ที่ 1.8-1.9% เท่านั้น” พีรพงศ์ กล่าว
และสำหรับคนที่ตั้งใจจะซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไว้ประหยัดภาษี ช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่จะแบ่งเงินมาทยอย ลงทุนไว้ได้แล้ว เพราะไม่แน่ว่าถ้ารอไปซื้อปลายปีอาจจะไม่มีของดีราคาถูกแบบนี้ให้เลือกซื้ออีกแล้ว
- หุ้น ตปท. มีโอกาสมากกว่า
ถ้าในประเทศไม่มีข่าวดีที่จะมาทำให้ตลาดหุ้นเฟื่องฟู ลองออกไปลงทุนต่างประเทศน่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะในหลายประเทศเศรษฐกิจเติบโตได้ดี บริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มกำไร น่าจะทำให้ราคาหุ้นวิ่งได้แรงกว่า
การลงทุนหุ้นต่างประเทศก็ง่ายนิดเดียว เพราะในปัจจุบันมีกองทุนหุ้นต่างประเทศให้เลือกลงทุนค่อนข้างหลากหลาย จะลงทุนเป็นรายประเทศก็มีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นญี่ปุ่น อาเซียน สหรัฐ ยุโรป เอเชียเหนือ อินเดีย และที่ขาดไม่ได้ คือ จีน
วิน บอกว่า ชอบหุ้นญี่ปุ่น อาเซียน และสหรัฐ แต่ถ้าชอบบู๊มากหน่อยใส่หุ้นจีนลงในพอร์ตสัก 10% เพิ่มความเร้าใจให้ผลตอบแทน เพราะแม้ว่าหุ้นจีนจะมีความผันผวนสูง แต่ก็ทำให้มีโอกาสได้กำไรสูงเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกลงทุนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมได้อีก เช่น กลุ่มธนาคารและกลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้
- ชอร์ตทอง หาช่องทำกำไร
แม้กูรูทองคำในต่างประเทศ จะคาดว่าราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสจะลงไปถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แต่ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ยังมั่นใจว่า ราคาทองคำในประเทศจะไม่หลุดบาทละ 1.7 หมื่นบาท เนื่องมาจากเงินบาทอ่อนค่า
“ถ้าจะเก็งกำไรราคาทองคำ แนะนำให้ชอร์ต หรือขายล่วงหน้าสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เมื่อราคาทองคำขึ้นไปเหนือระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยชอร์ตที่ราคา 1,080-1,090 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในสัญญาซื้อขายระยะ 1-2 เดือน” นพ.กฤชรัตน์ แนะนำ
พร้อมกับเตือนนักลงทุนที่ลงทุนทองคำแท่ง ว่า ไม่ควรซื้อทองคำเก็บในระยะยาวเพราะมีความไม่แน่นอนสูง แต่แนะนำให้เฉลี่ยซื้อเพื่อออมทองคำเป็นประจำทุกเดือนเพื่อถือระยะยาวโดยใช้เงินเย็น จะได้ทองคำในราคาเฉลี่ยที่ถูกลง และมีโอกาสทำกำไรในระยะยาวมากกว่า
จัดพอร์ตตามใจ
ในเวลาที่มีแต่ข่าวร้ายก็ยังพอมีการลงทุนที่น่าสนใจอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เห็นใครลงทุนอะไรที่ว่าดี มีกำไร ก็เฮโลตามๆ เขาไป เพราะถ้าจะให้ดีควรจะแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ แล้วเลือกลงทุน “ตามใจ”
ถ้าเป็นคนที่ “เสี่ยงไม่ได้ใจไม่ถึง” วินแนะนำให้ทุ่มเงินไปที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 50% ของเงินลงทุน ที่เหลือก็แบ่ง 30% ไปที่กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น และ 20% กองทุนตลาดเงิน ซึ่งพอร์ตแบบนี้พอจะหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 4-5%
แต่ถ้า “เสี่ยงได้บ้างพอทำใจ” ให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นมา 30% ในจำนวนนี้
แบ่งเป็นหุ้นไทย 15% และหุ้นนต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่นและอาเซียน) 15% ลดกองทุนอสังหาริมทรัพย์เหลือ 30% เพิ่มกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเป็น 40% แต่ลืมกองทุนตลาดเงินไปได้เลย คาดว่าจะให้ผลตอบแทนได้สัก 7-8%
กลุ่มสุดท้าย “เสี่ยงโลดพร้อมลุย” วินบอกว่า คงสัดส่วนหุ้นไทยไว้ 30% แต่ให้ใส่เงินที่หุ้นต่างประเทศไปเลยเต็มๆ 40% (แต่ในจำนวนนี้ให้มีหุ้นจีน 10% ที่เหลืออาจจะเป็นญี่ปุ่น อาเซียน และสหรัฐ) ลดกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เหลืออย่างละ 15% น่าจะมีลุ้นกำไร 10-15%
ถ้าทำได้ตามนี้ ไม่ต้องเป็น “เซียน” ก็กำไรในภาวะที่ยากลำบากแบบนี้ได้ เพราะกำไรมีอยู่ทุกที่และทุกเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาเจอหรือไม่เท่านั้นเอง







