posttoday
วอลุ่มหุ้นต่ำกว่าเป้า

วอลุ่มหุ้นต่ำกว่าเป้า

24 กรกฎาคม 2558

ตลท.มองมูลค่าซื้อขายต่อวันครึ่งหลังใกล้ครึ่งแรก 4.7 หมื่นล้านบาท ทั้งปี 5.2 หมื่นล้าน

ตลท.มองมูลค่าซื้อขายต่อวันครึ่งหลังใกล้ครึ่งแรก 4.7 หมื่นล้านบาท ทั้งปี 5.2 หมื่นล้าน

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเมินมูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นเฉลี่ยต่อวันในช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ที่ระดับ 4.7 หมื่นล้านบาท และต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้เดิมวันละ 5.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ในต่างประเทศไม่เป็นผลบวก โดยเฉพาะกรณีการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอาจทำให้เกิดภาพเงินไหลไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลสหรัฐ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อแผนของ ตลท.ในระยะยาว โดยปี 2563 ตั้งเป้าหมายมูลค่าการซื้อขาย 1 แสนล้านบาท/วัน และมูลค่าตลาดรวม 20 ล้านล้านบาท

“คงไม่ปรับเป้าหมายมูลค่าการซื้อขายในปีนี้ เพราะเป็นการตั้งตัวเลขในการทำงาน และมูลค่าการซื้อขายไม่ได้ลดเฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมด และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ไทยยังอยู่สูงกว่าสิงคโปร์ ซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 880 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบของไทยอยู่ที่ 1,443 ล้านเหรียญสหรัฐ/วัน” นางเกศรา กล่าว

สำหรับแผนงานด้านอื่นยังถือว่าเหนือกว่าเป้าหมาย ทั้งมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นเข้าใหม่ (ไอพีโอ) รวมทั้ง ตลท. และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.59 แสนล้านบาท จากเป้าหมายอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท และในช่วงครึ่งหลังของปีมีอีก 24 บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อเข้าจดทะเบียนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม หากคิดเป็นมูลค่าการะดมทุนของหุ้นไอพีโอจะอยู่ที่ 1.08 แสนล้านบาท หรือ 3,311 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ เช่น มาเลเซีย มีมูลค่าการระดมทุน 823 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 704 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์อยู่ที่ 43 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ระดมทุนผ่านการเพิ่มทุนจำนวน 1.36 แสนล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.3 แสนล้านบาท แต่คงจะไม่มีการปรับเพิ่มเป้าดังกล่าวแต่อย่างใด ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการควบรวมกิจการของ 2 กลุ่มบริษัท ระหว่างบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และระหว่างบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) กับบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ)

ขณะที่จำนวนนักลงทุนใหม่ในตลาดหุ้นอยู่ 63,863 คน เทียบกับเป้าหมายทั้งปีอยู่ที่ 9.5 หมื่นคน

นางเกศรา กล่าวว่า ตลท.ยังอยู่ระหว่างพยายามชักชวนให้บริษัทต่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และประเทศในภูมิภาคนี้ คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ภายหลังเกณฑ์การรับหลักทรัพย์บริษัทต่างประเทศมีความพร้อม หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติเกณฑ์ทั้งการจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดแรก การจดทะเบียนในตลาดประเทศไทยเป็นแห่งที่สอง (Secondary Listing) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ ทรัสต์) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(อินฟราฟันด์) ขณะนี้เจรจาอยู่มากกว่า 10 บริษัท คาดว่าภายในปีนี้จะเห็น 1 บริษัทเข้ามาจดทะเบียนแบบ Secondary Listing

สำหรับการที่กระทรวงการคลังประกาศจะขายหุ้นบริษัทที่ถืออยู่ไม่ถึง 50% เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ของรัฐบาล มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นลักษณะการขายทั้งจำนวนไม่ได้ขายในกระดาน และหุ้นส่วนใหญ่ที่ภาครัฐถืออยู่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศสนใจเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก ทาง ตลท.ได้ประสานงานกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

นายสุภกิจ จิระประดิษฐกุล รองผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า มาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นร้อนแรง 3 ระดับ ถือว่าได้ผล ทำให้จำนวนหุ้นที่เข้าข่ายให้ซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์ จากเคยสูงสุด 73 ตัว เมื่อเดือน ก.พ. 2558 ค่อยๆ ลดจำนวนลงจนขณะนี้เหลือ 22 ตัว และจำนวนการซื้อขายในส่วนของผู้ลงทุนรายบุคคลกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

“มาตรการที่ใช้สามารถเป็นตัววัดสภาพตลาดได้เป็นอย่างดี ถ้าสภาพตลาดร้อนจำนวนคนติดจะสูงตาม หากสภาพตลาดเย็นลงจำนวนคนติดก็น้อย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน และยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้แรงเกินไป เพราะมีลำดับขั้นของการใช้มาตรการ หากการซื้อขายยังมีสภาพที่ผิดปกติก็จะถูกเพิ่มระดับของการใช้ยา และยืนยันว่าผลของการใช้มาตรการดังกล่าวไม่ได้ทำให้มูลค่าการซื้อขายในส่วนของรายย่อยหดตัวลง แต่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ดูได้จากการซื้อขายในส่วนของรายย่อยช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2557 อยู่ระดับ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือช่วงก่อนจะมีระดับการเก็งกำไรสูงในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 พุ่งขึ้นไปสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท” นายสุภกิจ กล่าว

สำหรับ บจ.ในหมวดฟื้นฟูกิจการ (NPG) และได้เสนอแผนแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ 19 บริษัทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแผน และในเดือน ส.ค.นี้ น่าจะได้มีความชัดเจนว่า บจ.ใดมีพัฒนาการ สามารถขยายระยะเวลาในการอยู่ในหมวด NPG ต่อไป แต่หากไม่พบว่ามีพัฒนาการอาจต้องพ้นจากการเป็น บจ.

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ