
เร่งธุรกิจเวียดนามโกยประโยชน์
ผู้เชี่ยวชาญชี้รายย่อยเวียดนามควรเร่งยกระดับสินค้าคว้าโอกาสหลังเปิดค้าเสรี
ผู้เชี่ยวชาญชี้รายย่อยเวียดนามควรเร่งยกระดับสินค้าคว้าโอกาสหลังเปิดค้าเสรี
ตรันตินห์เทียน ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์เวียดนาม เปิดเผยว่า ธุรกิจเวียดนามในปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอต่อการส่งออกไปยังประเทศในข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ดังนั้นธุรกิจเวียดนามจึงต้องเร่งเพิ่มคุณภาพสินค้าและเอกลักษณ์
เทียน ระบุว่า ภาคเอกชนในเวียดนามควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าสินค้ามากกว่าการมุ่งเน้นผลผลิต และควรที่จะพัฒนาสินค้าให้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเวียดนาม โดยหากธุรกิจเวียดนามไม่สามารถยกระดับดังกล่าวได้ จะส่งผลให้กิจการเหล่านั้นต้องหันไปทำธุรกิจภายในประเทศที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับ เตอวานดุง ประธานสมาคมบริษัทเวียดนาม-ญี่ปุ่น กล่าวว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เวียดนาม จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพวัสดุและกระบวนการผลิตเพื่อให้ตอบรับข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยที่ทางญี่ปุ่นกำหนดไว้
ทั้งนี้ สำนักข่าวเวียดนามนิวส์ รายงานว่า ในข้อตกลงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเวียดนาม-ญี่ปุ่น (วีเจอีพีเอ) ช่วยให้สินค้าเวียดนามราว 28% หรือ 2,586 ชนิด สามารถส่งออกไปยังญี่ปุ่นได้โดยไม่ติดกำแพงภาษี นับตั้งแต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเมื่อเดือน ต.ค. 2009
นอกจากนี้ ในปี 2019 เวียดนามจะสามารถส่งออกไปยังญี่ปุ่นโดยไม่ติดกำแพงภาษีได้เพิ่มอีก 3,717 อย่าง ส่งผลให้เวียดนามสามารถส่งออกสินค้าได้ทั้งหมด 6,302 ชนิด จากทั้งหมด 9,390 ชนิด หรือคิดเป็น 67%
สำนักข่าวเวียดนามนิวส์ ระบุว่า จากการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจเวียดนามมีโอกาสส่งออกสินค้าในประเทศไปยังญี่ปุ่นได้มาก โดยเฉพาะภาคส่วนสินค้าเกษตร อาหารทะเลและสิ่งทอ
ขณะเดียวกัน วีเจอีพีเอ ยังมีแผนการขยายการยกเลิกภาษีให้สินค้าจากญี่ปุ่นที่ส่งออกมายังเวียดนามในปี 2019 จะอยู่ที่ 87% และจะขยายเพิ่มเป็น 96% ของชนิดสินค้า หรือ 8,873 ชนิด ภายในปี 2025
อย่างไรก็ตาม เวียดนามนิวส์ รายงานว่า เวียดนามยังคงปกป้องสินค้าบางชนิดไว้อยู่ โดยจะนำเข้าสินค้าแค่เพียงบางชนิดสำหรับการลงทุนภายและการผลิตในประเทศเท่านั้น เช่น เครื่องจักรและเทคโนโลยี







