
แบงก์กระชับเงินฝาก รับมือสินเชื่อโตต่ำ
สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยงวดครึ่งแรกของปี 2558 ขยายตัวเพียง 3.63% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นอัตราที่ชะลอลงจากปี 2557 ที่โต 4.1% โดยมียอดสินเชื่อสุทธิ 10,122,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9 หมื่นล้านบาท
สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยงวดครึ่งแรกของปี 2558 ขยายตัวเพียง 3.63% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นอัตราที่ชะลอลงจากปี 2557 ที่โต 4.1% โดยมียอดสินเชื่อสุทธิ 10,122,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9 หมื่นล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อัตราการเติบโตดังกล่าวยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเติบโตได้ 4% โดยเป็นผลทั้งจากความระมัดระวังในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อควบคุมคุณภาพหนี้และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ในระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ซึ่งลดทอนการเติบโตของเงินให้สินเชื่อสุทธิ นอกจากนั้นภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งการบริโภค การลงทุน และการส่งออก ต่างกดดันต่อการเบิกใช้สินเชื่อของภาคเอกชนด้วย
ทั้งนี้ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้น 1.8 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อน ส่วนมากเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีในกลุ่มธนาคารพาณิชย์รายใหญ่รวมถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นๆ คือ สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลยังชะลอตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจนั้น นอกจากจะมีส่วนช่วยประคองการเติบโตของสินเชื่อบ้างแล้ว ยังมีผลทางอ้อมต่อการชะลออัตราการเพิ่มของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในรอบนี้ให้ขยายตัว 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าลดลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 8.14%
อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่ขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำ ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2558 ยังคงถีบตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือน มี.ค. 2558 และเดือน ธ.ค. 2557
ด้านเงินฝาก ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2558 มียอดคงค้าง 11,035,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7 หมื่นล้านบาท หรือ 6.66% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เฉพาะเดือน มิ.ย. เงินฝากลดลง 8.05 หมื่นล้านบาท เพราะธนาคารพาณิชย์พยายามควบคุมเงินฝากให้อยู่ระดับเหมาะสม ไม่ต่ออายุแคมเปญเงินฝากพิเศษ เพื่อลดภาระต้นทุน ประคองผลการดำเนินงานในงวดแรกของปีนี้ ที่ส่วนหนึ่งถูกกระทบจากสินเชื่อที่ขยายตัวต่ำและอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์สุทธิ (NIM) ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมในเดือน มิ.ย. ก็ลดลงจากเดือนก่อน 2.51 หมื่นล้านบาท และลดลง 6.96 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2557
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2557 จะพบว่าสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9.06 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินฝากเพิ่มขึ้นเพียง 1.88 หมื่นล้านบาท เติบโต 0.89% และ 0.17% ตามลำดับ ถือว่าเป็นปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเงินฝากในงวดครึ่งปีแรก ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงินทั้งระบบเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบปีนี้ที่ 86.58%
สำหรับแนวโน้มสภาพคล่องในงวดครึ่งหลังของปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าน่าจะยังตึงตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของหลายปัจจัย ทั้งทิศทางของสินเชื่อต่อจากนี้ไปที่ผูกโยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออกและราคาสินค้าในประเทศ เพราะจะมีผลเชื่อมโยงมาสู่ความต้องการสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศของภาคธุรกิจ ตลอดจนทิศทางคุณภาพหนี้ เพราะจะมีผลต่อนโยบายการตั้งสำรองของแต่ละธนาคารพาณิชย์
นอกจากนี้ แนวโน้มสภาพคล่องยังคงขึ้นกับความต้องการระดมทุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ ทั้งร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 7 แสนล้านบาท (ที่ต้องติดตามว่าจะระดมทุนออกมาในรูปแบบใดบ้างและสัดส่วนเท่าใด) และแผนการกู้เงินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ซึ่งบางส่วนคงจะกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ตลอดจนความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐใกล้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนมีผลต่อสภาพคล่องเงินบาทและเหรียญสหรัฐในระยะนั้นๆ ได้
ท้ายที่สุดแล้ว แต่ละธนาคารคงจะบริหารจัดการเงินฝากให้สอดคล้องกับการขยายตัวของสินเชื่อ เพื่อรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการทำธุรกิจหลักควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและประคองผลการดำเนินงาน ท่ามกลางหลายปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะถัดไป







