
ตีกันเคาะขาย "ข้าวเน่า"
เป็นที่จับตาของวงการค้าข้าว เมื่อกระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลข้าวเสื่อมสภาพเกรดซี 4.6 ล้านตัน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
เป็นที่จับตาของวงการค้าข้าว เมื่อกระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลข้าวเสื่อมสภาพเกรดซี 4.6 ล้านตัน และข้าวเสียที่มีสภาพเป็นฝุ่นผง 1.29 ล้านตัน รวมทั้งสิ้น 5.89 ล้านตัน ในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้
หลังผู้ประกอบการค้าข้าวตั้งข้อสังเกตว่า ข้าวเสื่อมสภาพล็อต นี้จะถูกขายไปในราคาต่ำมาก โดยเฉพาะข้าวเกรดซีที่จะเปิดประมูลเพื่อผลิตเป็นเอทานอล โดยล่าสุดโรงงานเอทานอลเสนอราคาซื้อเพียง 3 บาท/กิโลกรัม (กก.) ต่ำกว่าที่โรงงานอาหารสัตว์เสนอซื้อไปเป็นวัตถุดิบที่ 5 บาท/กก.
“ข่าวที่ว่ารัฐจะขายข้าวให้เอทานอล 1-2 บาท/กก. เป็นการตีปลาหน้าไซ เพราะต้องการได้ของถูก ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ประมูล ซึ่งผมมองเรื่องเชื้อรา ก็เลยให้นำข้าวไปตรวจในแล็บ หากไม่มีเชื้อราก็นำไปขายที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็จะได้ราคาดีกว่าเอทานอล แต่ถ้ามีเชื้อราก็จำเป็นต้องไปสู่อุตสาหกรรม ไม่กลับมาสู่การบริโภค” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ล่าสุด จินตนา ชัยยวรรณาการ ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ระบุว่า มีข้าวเสื่อมสภาพและข้าวฝุ่นผงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานครบถ้วนแล้ว และพร้อมนำมาประมูลได้ทันที 3.5 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวเกรดซี 3.01 ล้านตัน และข้าวที่มีสภาพเป็นฝุ่นผง 4.54 แสนตัน
สมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับที่ พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่าการประมูลข้าวเกรดซีและข้าวฝุ่นผงเป็นการทั่วไป โดยไม่จำกัดว่าจะเปิดให้ “บางอุตสาหกรรม” เข้าร่วมประมูลได้เท่านั้น เพราะหากมีผู้ประมูลมากรายมากกลุ่ม ราคาที่ภาครัฐได้จะดีกว่าเปิดให้อุตสาหกรรมกลุ่มเดียวมีสิทธิประมูล เช่น หากข้าวยังพอใช้ได้กลุ่มอาหารสัตว์น่าจะเสนอซื้อที่ 6-7 บาท/กก.
“หากรัฐจะเปิดประมูลทั่วไปเงื่อนไขที่ต้องมี คือ เปิดให้เอกชนเข้าไปตรวจข้าวโกดังล่วงหน้าก่อนเปิดประมูล เอาแค่ 7 วันก็พอ เมื่อเอกชนรู้ว่าสภาพข้าวเป็นอย่างไร มีเชื้อโรคและเชื้อราหรือไม่ ก็จะยื่นเสนอซื้อข้าวภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงที่รับได้ แต่ก็อาจมีปัญหาบ้างเช่นว่า แม้ก่อนหน้านี้ภาครัฐจะให้เอกชนเข้าไปตรวจข้าวได้ แต่บางโกดังเข้าไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีกุญแจ” สมเกียรติ กล่าว
สมเกียรติ เสนอว่า รัฐควรเร่งระบายข้าวล็อตนี้โดยเร็ว เพื่อลดภาระค่าเช่าโกดังและปัญหาสต๊อกข้าวรัฐกดราคาข้าวในตลาด
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ที่ระบุว่า โรงงานอาหารสัตว์พร้อมรับซื้อข้าวเสื่อมคุณภาพ แต่ต้องดูว่าข้าวเสื่อมมากน้อยเพียงใด และต้องไม่มีเชื้อรา ซึ่งหากคำนวณราคาข้าวเสื่อมสภาพโดยใช้เกณฑ์ราคาปลายข้าวที่ 8-9 บาท/กก. ก็ยังถือว่าถูกกว่าการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นวัตถุดิบซึ่งราคาอยู่ที่ 10 บาท/กก. แต่โรงงานอาหารสัตว์คงไม่ร่วมประมูลโดยตรง แต่จะใช้วิธีซื้อต่อจากผู้ร่วมประมูลอีกต่อหนึ่ง
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงโรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังขนาดกลาง กำลังการผลิต 2 แสนลิตร/วัน เปิดเผยว่า หากโรงงานจะรับซื้อข้าวเกรดซีไปผลิตเอทานอล ราคาจะต้องไม่เกิน 3 บาท/กก. และข้าวต้องมีเปอร์เซ็นต์แป้งไม่ต่ำกว่า 50% เพราะหากราคาข้าวสูงกว่านี้หรือเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ เมื่อรวมกับการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม จะทำให้ต้นทุนการผลิตเอทานอลสูงกว่า 24 บาท/ลิตร แต่วันนี้ตลาดเอทานอลซื้อขายกันที่ไม่เกิน 24 บาท/ลิตร
“ตอนนี้แค่ผลิตเอทานอลจากมันต้นทุนก็อยู่ที่ 24 บาท/ลิตร กำไรก็ไม่มีอยู่แล้ว เพราะต้องไปแข่งกับเอทานอลที่ผลิตจากโมลาสที่ต้นทุนต่ำมาก โดยเฉพาะในช่วงราคาน้ำตาลตกต่ำ แต่ถ้าจะให้รับซื้อข้าวเกรดซีสูงกว่า 3 บาท/กก. ก็มีต้องมีเงื่อนไขจูงใจว่ารัฐบาลจะให้ ปตท. หรือบางจากมารับซื้อเอทานอลในราคาที่สูงกว่า 24 บาท/ลิตร” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้าน นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) กล่าวว่า จะเสนอกระทรวงพาณิชย์สุ่มตรวจข้าวในสต๊อกรัฐบาล 5.9 ล้านตัน ที่เป็นข้าวเกรดซีและข้าวเสียที่เป็นฝุ่นผงซ้ำอีกรอบ โดยเฉพาะโกดังที่สงสัยว่าจะมีข้าวเสื่อมสภาพมาก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้าวสต๊อกรัฐบาลที่จะนำมาเปิดประมูลควรจะระบายแบบไหนระหว่างระบายให้กับอุตสาหกรรมเอทานอล ชีวมวล หรือระบายให้กับภาคการบริโภคทั้งคนและสัตว์
“การลงสุ่มตรวจข้าวอีกรอบ น่าจะเป็นทางออกที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากพบว่าข้าวในโกดังใดมีข้าวเสียน้อยกว่าข้าวดี ก็นำมาเปิดบริโภค แต่ถ้ามีข้าวเสียมากกว่าข้าวดีก็ควรไปสู่อุตสาหกรรมพลังงาน แต่ถ้าข้าวในโกดังพบเชื้อราก็ต้องระบายสู่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานได้อย่างเดียว” นิพนธ์ กล่าว
นิพนธ์ กล่าวว่า การระบายข้าวในสต๊อกรัฐจะมีผลขาดทุนแน่นอน เพราะต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือกอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท/ตัน ส่วนจะขาดทุนมากน้อยก็ต้องอยู่ที่คุณภาพข้าว โดยหากระบายข้าวไปสู่อุตสาหกรรมเอทานอลจะได้ราคาเพียง 3 บาท/กก. แต่หากขายเพื่อใช้บริโภคราคาจะตกอยู่ที่ 9 บาท/กก.
“รัฐบาลมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ถ้าไม่กำจัดทิ้ง ก็ต้องขายราคาถูก แต่ประเด็นคือประเทศไทยไม่ควรจะมีข้าวอยู่ในสต๊อกมากถึงขนาดนี้ตั้งแต่ต้น และวันนี้ภาครัฐต้องเสียค่าเก็บข้าววันละ 46 ล้านบาท” นิพนธ์ ย้ำ
สุดท้ายแล้วภาครัฐจะขาดทุนจากการขายข้าวเน่าล็อตใหญ่เกือบ 6 ล้านตันเท่าใด เงื่อนไขและวิธีเปิดประมูลมีส่วนสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะผลการนำสุ่มตรวจข้าวในโกดังว่ามีเชื้อราหรือไม่ จะเป็นตัวชี้ขาดพอสมควร







