
เศรษฐกิจไทยติดบ่วงหนี้
เป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้ เมื่อนายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สศช.สรุปผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ในช่วง 3 ปีแรก (2555-2557) พบว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยมาตลอด เริ่มมีสัญญาณว่าจะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่อยู่ที่ 37.9% ในช่วงสิ้นสุดแผน 10 ได้เพิ่มเป็น 42.2% ในช่วง 3 ปีแรกของแผน 11
เป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้ เมื่อนายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สศช.สรุปผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ในช่วง 3 ปีแรก (2555-2557) พบว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยมาตลอด เริ่มมีสัญญาณว่าจะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่อยู่ที่ 37.9% ในช่วงสิ้นสุดแผน 10 ได้เพิ่มเป็น 42.2% ในช่วง 3 ปีแรกของแผน 11
“แม้ระดับหนี้สาธารณะจะยังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง แต่ตัวเลขหนี้กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นข้อจำกัดต่อการใช้มาตรการทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะต่อไป” นายธานินทร์ กล่าว
นายธานินทร์ สะท้อนว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ยกเว้นปี 2540-2541 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ใน 8 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวและผันผวน โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3.2% จากที่ขยายตัว 5.7% ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 9 โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนที่ชะลอชัดเจน เห็นได้จากการลงทุนรวมต่อจีดีพีลดลงจาก 41.3% ในช่วงปี 2534-2539 เหลือเพียง 25.5% ในปี 2543-2557 ต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีระดับลงทุนที่สูงกว่ามาก







