posttoday
เกิดซะที  กองทุนการออมแห่งชาติ

เกิดซะที กองทุนการออมแห่งชาติ

23 กรกฎาคม 2558

ในที่สุดกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ก็ได้ฤกษ์คลอดซะที หลังจากที่เจอปัญหาทางการเมืองทำให้เกือบจะแท้งไปแล้ว โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกได้ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.นี้ ก็ถือว่าเป็นความหวังสำหรับคนไทยที่อยู่นอกระบบการออมเพื่อเกษียณ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน 

ในที่สุดกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ก็ได้ฤกษ์คลอดซะที หลังจากที่เจอปัญหาทางการเมืองทำให้เกือบจะแท้งไปแล้ว โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกได้ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.นี้ ก็ถือว่าเป็นความหวังสำหรับคนไทยที่อยู่นอกระบบการออมเพื่อเกษียณ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน 

แล้วระบบการออมเพื่อเกษียณของไทยมีอะไรบ้าง ระบบการออมเพื่อเกษียณมี 3 แบบครับ หรือที่เรียกกันว่า “3 เสาหลัก (Three Pillars) แห่งการออมเพื่อเกษียณ” ดังนี้ครับ

เสาหลักที่ 1 (Pillar I) ระบบการออมภาคบังคับที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ แบบกำหนดประโยชน์ทดแทน (Defined Benefit หรือ DB) คือ กำหนดสูตรบำนาญที่สมาชิกจะได้รับ โดยสมาชิกแต่ละคนจะได้รับบำนาญมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบและรายได้ เช่น บำนาญของข้าราชการที่จ่ายโดยกรมบัญชีกลางและ กองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ ที่ครอบคลุมลูกจ้างในภาคเอกชน

เสาหลักที่ 2 (Pillar II) ระบบการออมที่จัดตั้งและบริหารโดยภาคเอกชนหรือกลุ่มวิชาชีพ แบบกำหนดอัตราเงินสมทบให้สมาชิกและนายจ้างจะต้องจ่ายเข้ากองทุนในแต่ละเดือน (Defined Contribution หริอ DC) เมื่อเกษียณจะได้รับเงินคืนเท่ากับส่วนที่ตนเองสมทบบวกส่วนที่นายจ้างสมทบและดอกผลจากการลงทุน ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับพนักงานในภาคเอกชน

เสาหลักที่ 3 (Pillar III) ระบบการออมภาคสมัครใจที่ประชาชนเลือกออมเอง เป็นการออมเพิ่มเติมต่อยอดจากระบบการออมภาคบังคับที่ตนเองมีอยู่แล้ว ได้แก่ การซื้อประกันชีวิต กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า มีเฉพาะ 2 เสาหลักแรกที่คนออมจะได้รับเงินสมทบจากภาครัฐหรือนายจ้างภาคเอกชน ซึ่งก็จำกัดเฉพาะมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน ถ้าอยากจะออมเพื่อเกษียณก็ต้องเลือกเสาหลักที่ 3 ที่ไม่ได้รับเงินสมทบแต่อย่างใด ทำให้คนที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนไม่ค่อยมีการออมเพื่อเกษียณมากนัก

กองทุนการออมแห่งชาติจึงเกิดขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ตรงนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่นอกระบบการออมเพื่อเกษียณของรัฐหรือเอกชนได้ออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ รัฐก็จะช่วยจ่ายสมทบให้ส่วนหนึ่ง และเมื่อผู้ออมมีอายุครบ 60 ปี ก็จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตลอดชีพ โดยเงินที่เข้ากองทุนมาจาก 2 ฝ่าย คือ สมาชิกจ่ายสะสม และรัฐจ่ายสมทบ ดังนี้

สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วในปีหนึ่งๆ ต้องไม่เกิน 13,200 บาท

รัฐบาลจ่ายเงินสมทบตามระดับอายุของสมาชิก และเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินสะสม ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้

- อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี

- อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาท/ปี

- อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

สำหรับผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับเมื่อครบเกษียณ (อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์) ใน 4 กรณี คือ

1.จะได้รับเงินบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากเงินสะสม เงินสมทบ ตามจำนวนเงินในบัญชีของผู้ออมแต่ละคนไปจนตลอดอายุขัย เป็นลักษณะของบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต

2.หากสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม ส่วนเงินสมทบและดอกผลของเงินสมทบจะได้รับเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์

3.หากลาออกจากกองทุน จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม

4.หากเสียชีวิต จะได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินในบัญชีของแต่ละบุคคลที่ออมไว้

กองทุนการออมแห่งชาติ ประโยชน์มีเยอะนะครับ รายละเอียดอ่านได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ http://www.fpo.go.th/FPO/index2.php?mod=Category&file=categoryview&categoryID=CAT0001125

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน